[TitanFic] 10 Centimeter of Love (Levi x Eren) Side Story

posted on 21 Sep 2013 23:56 by ayafee in Fiction directory Fiction
 
 
 
 
ตอนก่อน
 
1 l 2 l 3 l 4 l 5 l 6 l 7 l 8 l 9 l 10 l 11 l 12 l 13 l 14 l 15 l 16 l 17 l 18 l 19 l 20 l 21 l 22 l 23 l 24 l 25 l
26 l 27 l 28 l 29 l 30 l 31 l 32 l 33 l 34 l 35 l 36 l 37 l 38 39 l Final l        
 
 
Title : 10 Centimeter of Love "ปิ๊งรักระยะสิบเซน" 
Fandom : Shingeki no Kyojin
Genre : BL , AU , Comedy
Rating : PG
Pairing :  Levi x Eren
 
----------------------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 มิตรภาพลูกผู้ชายมักเกิดขึ้นกับวัยรุ่น

หยาดเหงื่อและน้ำตก มักเกิดขึ้นในสนามกีฬาอันร้อนแรงและเต็มไปด้วยจิตวิญญาณ   แต่เพราะนี่ไม่ใช่ฟิคชั่นกีฬา เรื่องราวแบบนั้นจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นซักเท่าไหร ตัวละครที่มาตามแนวของสายโชเน็นซึนเดเระ(?) จึงกลายเป็นเพียงพระร๊องรองในฟิคชั่นแนวความรักข้ามรุ่นอย่างที่เห็น

และเพราะเขาเป็นพระร๊องรองเขาจึงไม่สมหวัง
แต่เขาคนนั้นก็ยังมีบทบทสำคัญอยู่ดีกับเรื่องนี้ (ล่ะมั้ง)

Side Story :  ความรักที่ไม่เหมือนการ์ตูนสาวน้อย

การเดินทางด้วยขนส่งสาธารณะไม่ได้มีเพียงเส้นทางเดียว  ยังมีรถไฟฟ้าอีกประเภทหนึ่งที่วิ่งสัญจรไปมาภายในเมืองหลวง  แม้จะไม่ได้ตัดผ่านสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างชัดเจน แต่ก็มีสถานีหลายจุดที่ติดกับย่านธุรกิจการค้าสำคัญไม่แพ้กัน  

รถไฟฟ้าใต้ดิน MRT แล่นจากบางซื่อไปยังหัวลำโพง  มีสถานีเชื่อมต่อกับสถานีรถไฟฟ้า BTS ทั้งหมด 3 จุดคือ จตุจักร สุขุมวิท และสีลม   ช่างเปรียบเสมือนเส้นทางชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ต้องไปมีเอี่ยวกับคู่รัก BTS บางคู่ทั้งที่บ้านตัวเองอยู่บนเส้นทางสายใต้ดิน

ณ สถานีรถไฟใต้ดิน รัชดาภิเษก  ย่านที่มีวิหารเทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งตั้งตระหง่านไม่ให้น้ำท่วม(?)  แต่เราไม่ได้พูดถึงที่นั่น  เรากำลังจะพูดถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่ในซอยใกล้กับสถานีรถไฟใต้ดินตะหาก   บ้านของครอบครัวหนึ่งที่แสนสงบสุข ครอบครัวคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ 

นอกเสียจากลูกชายที่หน้าตาดีเป็นพิเศษ

“จัน! ตื่นได้แล้ว วันนี้เปิดเทอมวันแรกไม่ใช่เหรอลูก!”

เสียงของหญิงร่างท้วมดังขึ้นพร้อมกับบานประตูไม้สีน้ำตาลที่เปิดออก    เธอมองเข้าไปในห้องที่รกรุงรังของเด็กหนุ่มโสดวัย 13 ปีธรรมดาๆคนหนึ่ง  เจ้าของชื่อ จัน สะกิดใจ ยังคงนอนกอดผ้าห่มแทนหมอนข้างไม่ลืมตาขึ้นมาทักทายผู้ให้กำเนิดอยู่ดี   

คุณแม่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย  ทั้งๆที่วันนี้เป็นวันเปิดเทอมวันแรกของเด็กหนุ่มที่เพิ่งได้ขยับชั้นจากประถมศึกษา  เจ้าตัวก็ยังไม่ยอมตื่นเช้าอีกอยู่ดี  พลางกวาดสายตามองห้องที่รกรุงรังก็ได้แต่ถอนหายใจอีกครั้ง  นี่แหละห้องของผู้ชายของแท้  

“จัน! ตื่นไปอาบน้ำไป๊!”   เดินตรงดิ่งไปดึงผ้าห่มออกจากตัวเจ้าลูกชายหนุ่มน้อย   เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมเข้มมองแม่ด้วยสายตาอึนๆจากอาการไม่ตื่นนอนดี  

“อะไรแม่..... โรงเรียนก็อยู่ติด BTS ไปแป๊ปเดียวก็ถึงแล้ว....”   ไม่จำเป็นต้องนั่งรถเมล์หรือว่าติดรถของบิดาไปโรงเรียนเหมือนกับสมัยเรียนอนุบาลกับประถม    ร่างสูงเกินนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ลุกขึ้นมานั่งหาวก่อนจะล้มตัวลงไปกับเตียงอีก  

ชวนให้คนมาปลุกหงุดหงิดนัก   มือนั้นดึงเจ้าลูกชายตัวแสบขึ้นมาใหม่   “แป๊ปเดียวอะไร นี่มัน 7 โมงกว่าแล้ว เดี๋ยวก็ไปไม่ทันเข้าแถวกันพอดีๆ  ลุก!  ไปอาบน้ำเดี๋ยวนี้ ไม่งั้นแม่จะเอาหนังสือโป๊ที่ซุกไว้ไปเผา!”

ได้ยินประโยคนั้นเด็กวัยกำลังกินกำลังโต กำลังศึกษาหาความรู้ก็เด้งตัวขึ้นมาจากเตียงทันที   “แม่รู้ได้ยังไงว่าซ่อนหนังสือโป๊ไว้!!” 

จันมองแม่ที่รู้ทุกซอกทุกมุมของห้องอย่างหวาดผวา   “ไม่รู้ก็บ้าแล้ว ห้องแกรกขนาดนี้ตอนทำความสะอาดก็ต้องเจอสิ ถ้าแกไม่เก็บเอง!!”   เพียงเท่านั้นเด็กหนุ่มหน้าตาดีระดับหนึ่งก็รีบลุกขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าแต่โดยดี.....

จัน สะกิดใจ อายุ 13 ปี  จบจากโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในย่านรัชดาภิเษก
วันนี้เขาจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัย

โรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัยตั้งอยู่ใกล้สถานี BTS ราชดำริ  พิกัดและรายละเอียดอื่นๆสามารถหาอ่านได้จากเรื่องหลักที่พูดถึงแล้วหลายๆครั้ง(?)   ยามเช้าของวันเปิดภาคการศึกษาใหม่เต็มไปด้วยความคึกคัก  สำหรับนักเรียนประถมศึกษาที่ได้เลื่อนชั้นเป็นมัธยม วันนี้ถือเป็นก้าวใหม่ของการศึกษา  สำหรับครูบาอาจารย์ก็เป็นอีกครั้งที่ได้ต้อนรับพวกหน้าใหม่ที่อาจจะสร้างวีรกรรมแปลกๆขึ้นมาได้อีก  

ตำนานของโรงเรียนไทยทันวิทยาลัยเคยเกิดขึ้นมากมาย  ที่โด่งดังที่สุดเมื่อหลายปีก่อนคือ ชายผมบรอนด์ผู้ลุยเดี่ยวกับจักรกลอสุราอย่างน่าสะพรึงกลัว  แล้วในอีกหลายปีต่อมานี้อาจจะเกิดตำนานใหม่ขึ้นมาอีกก็เป็นได้...  เหล่านักเรียนคนแล้วคนเล่าเดินผ่านประตูเข้าไป 

ดช. จัน สะกิดใจเดินผ่านช่องตรวจตั๋วของรถไฟฟ้า BTS ราชดำริพลางหาวนอนเป็นระยะๆ  การตื่นเช้าหลังจากปิดเทอมเป็นเรื่องยาก  เตียงนอนมันมีมนต์ตราดึงดูดให้ล้มตัวลงไปนอนอยู่เสมอๆ  แม้แต่ตอนนี้ร่างกายก็ยังคงคิดถึงเตียงที่บ้านเหมือนมันเป็นคนรักที่คอยอยู่...

“คนเยอะชะมัด.....”    ร่างสูงเริ่มบ่นเมื่อเห็นนักเรียนในเครื่องแบบปักตรา ททว. มากมายกำลังเดินลงบันไดไปด้านล่าง     มองผ่านๆไม่เจอนักเรียนหญิงที่น่ารักต้องตาเลย  

ก็หวังว่าจะได้เจอเรื่องรักกุ๊กกิ๊กกับใครซักคนภายในรั้วโรงเรียนนี้   มันเป็นเรื่องคลาสสิคโรมานซ์ของนักเรียนชายที่จะได้เจอนักเรียนหญิงหน้าใหม่ในห้องเรียนใหม่ๆ  พ้นวัยประถมแล้วก็ต้องหาแฟนได้แล้วล่ะ ไม่งั้นอายเด็กอนุบาลกันพอดี  ลูกพี่ลูกน้องวัยกระเตาะพาแฟนมาโม้หลายคนแล้ว! 

คิดแล้วเด็กหนุ่มจึงเดินทอดน่องตามหลังผู้คนไปเรื่อยๆ  รักสีชมพูในรั้วโรงเรียนแห่งใหม่ได้ฤกษ์จะเริ่มต้น  จะต้องได้เจอสาวน้อยผมดำขลับเป็นเงางาม ผู้หญิงผมสวยผู้เรียบร้อยและมีเสน่ห์  แล้วก็น่ารักแบบนักเรียนหญิงม.ต้น   แต่ใครจะรู้ว่าพรหมลิขิตมันมีอยู่จริง.....

เช่นเดียวกับบางคนที่รู้ว่าเส้นทางรักของเด็กหนุ่มคนนี้ไม่ใช่สีชมพู

ขายาวเหยียบลงขั้นสุดท้ายของบันไดทางลงของสถานีรถไฟฟ้า  ตั้งท่าจะเดินไปยังหน้าประตูโรงเรียน  ดวงตาคมมองไปยังเหล่านักเรียนที่ทยอยกันเดินเข้าไป    ขณะนั้นเองพลันเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น   “หลบไปก่อน!!”   เสียงหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง  

“หือ?”   ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองกลับไปพร้อมกับหยุดเดิน    เจ้าเสียงฝีเท้านั่นตรงดิ่งเข้ามาใกล้จนถึงระยะประชิดจากด้านหลังของบันได... 

ปึก!!!!!

ประหนึ่งฉากในละครและการ์ตูนสาวน้อย  ทุกอย่างเคลื่อนไหวไปอย่างเชื่องช้าคล้ายกับการแช่ภาพเมื่อปั่นฉากไม่ทัน   เด็กหนุ่มผมสีน้ำตาลเข้มดวงตาสีเขียวพุ่งตรงเข้ามาชนอย่างจังจากการที่อีกฝ่ายกระโดดลงมา...  สองร่างร่วงลงไปนั่งกับพื้น  ตกลงมาจากฟ้า... ตกลงมาปานอุกกาบาตไม่ใช่นางกินรีแบบละครบางเรื่อง(?)     มันเกือบจะโรแมนติกแล้ว แต่มันสร้างความเดือดร้อน!

เด็กหนุ่มผู้โดนกระแทกใส่จนล้มตึงลงไปนั่งแหมะอยู่กับพื้นด้วยกันเปลือกตากระตุกทันที   “ทำอะไรของนายฮ่ะ!!”   แผดเสียงใส่เจ้าเกรียนร่างเตี้ยกว่าอย่าสุดทน  ตาสว่างขึ้นมาทันที

ยามนี้จึงได้สติมองคนตรงหน้าให้ดีๆ     “คนกำลังรีบๆ  นายมายืนขวางทำไมเล่า!”   เสียงนั้นตวาดกลับมาโดยที่ไม่รู้สึกผิด   สองตาคนละสีจ้องหน้ากันแบบไม่ถูกชะตา   

“ฉันเดินของฉันอยู่ดีๆ  นายนั่นล่ะบ้ารึเปล่า!”   โดดจากขั้นบันได BTS มีคนบ้าที่ไหนทำแบบนี้กัน...   จะหนีไปไหน  ตกลงมาก็เจ็บตัว คนโดนก็เจ็บตัว....

“นายนั่นล่ะอยู่ผิดที่ผิดทางเอง  เดินทำ MV อะไรอยู่”  คำพูดเถียงข้างๆคูๆไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนผิด   จันแทบยื่นมือออกไปกระชากคอเสื้อ 

เด็กหนุ่มแปลกหน้าผมสีน้ำตาลมองนาฬิกาจากในโทรศัพท์มือถือที่หยิบออกมา  “ฉันไม่เสียเวลาด้วยแล้ว!”   แล้วคนก่อเรื่องก็วิ่งจากไปเสียแบบนั้น ไม่มีกระทั่งคำขอโทษ

“เฮ้ย! ไม่คิดจะขอโทษกันบ้างรึไง!!”    จันตะโกนไล่หลังเจ้าเกรียนปริศนาสะพายเป้   เขาสบถในลำคอทันทีที่เอาเรื่องเจ้าเด็กคนนั้นไม่ได้.... 

“อะไรวะเนี่ย!”   เริ่มต้นวันแรกของการเปิดเทอมในโรงเรียนแห่งใหม่ก็เกิดเรื่องแย่ๆขึ้นตั้งแต่เช้า   มันจะซวยอะไรขนาดนี้...  หวังว่าจะไม่ต้องเจอหน้ามนุษย์เกรียนไร้มารยาทคนนั้นอีก   อย่าได้พบเจอกันอีกเลย.....

แต่หมอดูหลายสำนักก็ฟันธงเอาไว้ว่า... คนทั้งคู่ตัดกันไม่ขาด...
เฉกเช่นเดียวกับละครหลังข่าว....

พระนางมักเริ่มต้นด้วยการไม่ถูกโรคกัน ต่อให้เจอกันในฉากต้นเรื่องแค่ไม่ถึง 3 นาที  ณ ห้องเรียนม.1/104  นักเรียนมากหน้าหลายตาเข้ามานั่งจับจ้องที่นั่งของตัวเองก่อนที่คนอื่นจะแย่งทำเลดีๆไป  เด็กหนุ่มผู้เป็นตัวเอกของ Side Story  เดินผ่านประตูห้องเข้ามาพร้อมกับกวาดสายตามองที่ว่าง

ภายในห้องแทบไม่มีคนคุ้นเคยเลย  เพื่อนนักเรียนที่เคยเรียนด้วยกันสมัยประถมคงสอบเข้าโรงเรียนอื่นกันเสียหมด เพราะโรงเรียนไทยทันวิทยาลัยถือว่าเข้ายาก  และเป็นที่ๆผู้ปกครองหลายคนไม่อยากให้ลูกหลานเข้ามาเรียน เพราะตำนานแปลกๆนั่นล่ะ...

เด็กหนุ่มไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีสายตาของนักเรียนหญิงรุ่นพี่และรุ่นเดียวกันแอบมองจากนอกห้อง  ทุกคนมองและแอบไปซุบซิบกันประหนึ่งได้เจอเหยื่อใหม่(?)    คนหน้าตาดีที่บทธรรมดา(?ไม่ได้หันไปสนใจเพราะมัวแต่มองหาที่นั่งให้ตัวเอง  

“นั่งตรงไหนดีวะเนี่ย....”  ผู้ชายซึ่งเป็นพระเอกของเรื่องแยก แต่เป็นพระร๊องรองของเรื่องหลักกวาดสายตามองไป  แทบไม่มีใครหันมาสบตา...

ไม่แปลกเพราะนี่คือเปิดเทอมวันแรก  ทุกคนยังมีกำแพงใส่กันอยู่และไม่ได้ละลายพฤติกรรม  ยามนั้นก็มีเสียงหนึ่งตะโกนเรียก  “นายน่ะ!  ตรงนี้ยังว่าง  มานั่งตรงนี้มั้ย!”    ดวงตาคมมองไปตามเสียงนั่น  ยามจ้องไปจึงเห็นเด็กหนุ่มผมเกรียนเรียบโล้นคนหนึ่ง...

จันเดินตรงไปนั่งที่นั่งแถวนั้นด้วย   เพื่อนคนแรกในห้องเรียนช่างมีทรงผมที่สะดุดตา   “ผมนาย  ตอนปิดเทอมไปบวชเณรมา?”    ร่างผอมยกมือขึ้นมาลูบศีรษะเรียบของตัวเอง 

“ใช่ๆ  แม่ให้ไปบวชสัปดาห์นึง  ไม่ถามกันก่อนเลยว่าต้องเปิดเทอมมาเจอหน้าชาวบ้านเค้า”  คำพูดบ่นตลกๆนั่นขับให้คนฟังแอบขำ.. ไม่ใช่แอบ.. เพราะมันคือขำออกมาเลย

“ฉันชื่อจัน สะกิดใจ  ในห้องนี้ไม่มีพวกเพื่อนเก่าฉันเลย ยินดีที่ได้รู้จัก”  แนะนำตัวอย่างเป็นทางการและเป็นกันเองกับเพื่อนคนแรกในห้อง 

เจ้าหนุ่มไร้เส้นผมฉีกยิ้มตอบ  ท่าทีเป็นมิตรและกระตือรือร้นสุดๆ   “ฉันชื่อโขน ไม่มีเพื่อนโรงเรียนเก่าเลยเหมือนกัน  ยินดีที่ได้รู้จัก!”   สองหนุ่มผูกมิตรกันได้อย่างรวดเร็วและไม่มีกำแพง  นี่คือพลังมิตรภาพของลูกผู้ชายที่สร้างได้เร็วเหมือนถ่ายเอกสาร  

นักเรียนชายหญิงเริ่มทยอยเข้ามาในห้องกันเรื่อยๆ  หลายคนนั้นมีออร่าผิดกับคนอื่น บางคนก็ดูจืดจาง บางคนก็เหมือนคนธรรมดาทั่วๆไป(?)   จันและโขนนั่งมองดูนักเรียนคนอื่นที่ยังไม่ได้ทำความรู้จักกัน   “คนนั้นตัวสูงเป็นบ้า อิจฉาเว้ย!”    นิ้วชี้ไปทางสองหนุ่มซึ่งนั่งถัดไปอีกแถวหนึ่ง   

คนหนึ่งร่างกายบึกบึนเสียจนไม่อยากเชื่อว่าเป็นนักเรียนมัธยมต้นจริงๆ  อีกคนก็ร่างสูงใหญ่เหมือนกำแพงสูง..  สองคนนั้นจับกลุ่มกันเองทันทีจนเห็นชัดว่าคงจะเป็นเพื่อนเก่ากันมา   “มีคนเด่นๆเยอะแฮะห้องนี้”  ทำเอาความหน้าตาดีดูธรรมดาไปทันที(?)  

เดี๋ยวสิ หน้าตาดีแต่กลายเป็นคนธรรมดาหมายความว่าไง!

การสานมิตรภาพกันเองยังไม่เริ่มขึ้นเมื่อทุกคนใช้เวลาปรับตัวกับสถานที่แห่งใหม่   เมื่อปีก่อนยังเป็นเด็กชั้นประถม  มันช่างดูแตกต่างจากตอนที่ได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนมัธยมแล้ว   ทุกคนในห้องนี้ยากจะเดาอดีตว่าเมื่อประถมมีหน้าตาอย่างไร....

จันท้าวคางมองเพื่อนนักเรียนในห้องเรียนใหม่  ทุกคนที่นี่จะอยู่ร่วมชั้นเดียวกันไปตลอด 3 ปี  ต่อให้ตอนนี้ไมสนิทสนมกัน สุดท้ายก็ละลายพฤติกรรมและสนิทกันไปเองทั้งห้องนั่นล่ะ  ได้เจอหน้ากันทุกวันจนเบื่อและรู้จักกันไปทั่วเอง... ดูเหมือนจะยังมากันไม่ครบซักที... 

ยามนั้นเสียงหนึ่งได้สะดุดโสตประสาทของเจ้าหนุ่มหน้าตาดีแต่มีออร่ารักคุด(?)เข้า  “โรงเรียนนี้ไม่มีชมรมบาสเก็ตบอล อะไรเนี่ย ไม่อยากจะเชื่อเลย....”  

“....อลิน   นายก็น่าจะรู้ว่าโรงเรียนนี้ไม่มีชื่อเรื่องบาสเก็ตบอลเลย....”   คนสองคนสนทนากันอยู่ด้านนอกห้องเรียน  โรงเรียนมัธยมไทยทันวิทยาลัยมีชมรมกีฬาที่โด่งดังคือชมรมฟุตบอล....

“งี้แผนการที่จะเข้าชมรมบาสของฉันก็พังหมดน่ะสิ   มันต้องเริ่มตั้งแต่ม.ต้นแบบการ์ตูน”  คำพูดนั้นขับให้คนแอบฟังจากด้านในห้องเรียนรู้สึกตะหงิด...  มีคนบ้าอยากเข้าชมรมบาสเก็ตบอลเลียนแบบการ์ตูนด้วยเหรอเนี่ย....

“นายเพิ่งจะเห่อบาสจืดจางไม่นานเอง  ผมว่าอย่าให้มันมาครอบงำนายเลย”   จันเผลอหลุดขำที่ได้ยินบทสนทนานี้   เด็กจริงๆอยากเข้าชมรมบาสเก็ตบอลเพราะการ์ตูนญี่ปุ่น!

ภาพในจินตนาการของจัน สะกิดใจ...   เด็กหนุ่มที่กำลังสนทนากันอยู่ด้านนอกห้องจะต้องมีอารมณ์แบบคนบ้าการ์ตูนฮาร์ดคอร์ที่ในอินเตอร์เน็ตเรียกกันว่าโอตาคุ    และนิสัยจะต้องเด็กมากเหมือนเด็กประถมหรืออนุบาลที่เลียนแบบตัวการ์ตูนหรือละครที่ตัวเองชอบ...

“ฉันไม่ได้บ้าเห่อนะอานัติ  เอาเถอะ.... ถ้ามันไม่มี ก็มีวิธีอยู่หรอกนะ....”    เจ้าคำพูดนั้นคนฟังจากในห้องเดาหน้าคนฟังที่อยู่นอกห้องได้ทันที  

มันคงน่าเหวอไม่ใช่น้อย...   “นายคงไม่คิดจะ............ ตั้งชมรมบาสเก็ตบอลเองหรอกนะ....”  บทสนทนาจบลงเพียงแค่นั้นเมื่อคนทั้งคู่ก้าวเดินเข้ามาในห้องเรียนม.1/104  

‘จะได้เห็นหน้าเจ้าบ้าบาสก็ตบอลซักที’   จันผู้แอบฟังมาพักใหญ่ๆมองไปยังประตูทางเดินเข้าห้องเรียน   ขาและแขนที่แกว่งเข้ามาก่อนดึงให้จ้องมองนิ่งงัน  

มือที่ท้าวคางเอาไว้ทรุดลงทันทีที่ได้เห็น.....

เด็กสองคนในเครื่องแบบนักเรียนกางเกงสีกากี เสื้อปักตรา ททว.  คนหนึ่งผมตัดสั้นสีบรอนด์มองเผินๆนึกว่าผู้หญิงแต่งตัวด้วยชุดนักเรียนชาย   ส่วนอีกคนนั้นเป็นภาพที่ติดตามาตั้งแต่เช้า   เจ้าเกรียนที่รถไฟฟ้า BTS ผมสีน้ำตาลเข้ม ตาสีเขียว  ไม่มีทางมองเป็นคนอื่นได้ต่อให้เจอหน้ากันแค่ 3 นาที.........

โขนมองสีหน้าอึ้งๆของเพื่อนที่เพิ่งรู้จักกัน  “นายรู้จักเหรอจัน?  เพื่อนเก่านาย?”   ในหัวกำลังร้องตะโกนว่ามันไม่ใช่!  มันไม่ใช่เพื่อน!

“ไม่ใช่  ไม่รู้จักกัน แค่......”   แค่เกิดเรื่องขึ้นเมื่อเช้านี้...    ยังไม่ทันจะได้อธิบายต่อเจ้าของสายตาสีเขียวสนามหญ้าก็หันมามองเข้าพอดี...

อีกฝ่ายทำหน้าตาเหวอไม่แพ้กัน   พร้อมๆกับมือที่ยกขึ้นมาชี้หน้าพร้อมกันๆอีก   “นาย!!!”    ไม่ทันจะได้ต่อความกันต่อ   อาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้นก็เดินเข้ามาพอดีเหมือนฉากสั่ง  

“ไปนั่งที่กันได้แล้ว ค่อยคุยกัน!”    นักเรียนสองคนที่ชื่อว่าอานัติและอลินเดินไปหาที่นั่งที่ว่าง   อนาคตคู่อรินั่งคนละฝั่งกันราวกับสวรรค์เป็นใจ...

ดวงตาสองคู่เหลือบมองใส่กันด้วยความเคืองจากเหตุการณ์เมื่อเช้า  ตั้งแต่วินาทีนั้นเด็กหนุ่มนามว่าจัน สะกิดใจคงไม่รู้เลยว่าตัวเองจะถูกโชคชะตาเล่นตลกให้เจอเรื่องราวที่มากมายกว่าคำว่า [คู่อริ]  และการพบเจอกันที่ไม่น่าประทับใจนัก.....

เจ้าเกรียนคนนั้นชื่อว่า อลิน แย้มเก้อ.....
ประกาศกร้าวว่าชอบบาสจืดจาง    เป็นเจ้าบ้าที่รู้สึกไม่ถูกชะตาเลยซักนิด

เหตุการณ์ในโฮมรูมทำความรู้จักกันนั้นถูกตัดทิ้งหายไปอย่างรวบรัดและกลั่นแกล้งตัวละคร   ข้อมูลที่จัน สะกิดใจได้รู้เกี่ยวกับดช.อลิน แย้มเก้อ คือ มีเพื่อนสนิทตามมาเข้าโรงเรียนไทยทันด้วย 1 คนเพราะเป็นห่วง...   ส่วนเรื่องที่เป็นห่วงก็คือนิสัยสุดโต่งของเจ้าตัวนั่นล่ะ  ที่อาจจะทำให้หาเพื่อนไม่ได้  และประเด็นสำคัญที่สุดที่ทำให้ทุกคนในห้องจดจำก็คือ....  จะตั้งชมรมบาสเก็ตบอล.....

....เหตุผล.... หาได้จากแถวๆนี้นี่แหละ......

หลังจากนั้นความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็ช่างเหมือนการ์ตูนลูกผู้ชายที่พูดถึงไปก็ซ้ำพล็อตการ์ตูนทั่วไป(?)  นั่นคือไม่ถูกกัน ต่อยกัน ทะเลาะกัน มีเรื่องกัน แล้วก็ต่อยกัน จบลงที่ต่อยกัน ต่อยกัน แล้วก็ต่อยกัน....  จนกระทั่งเวลาผ่านล่วงเลยไปได้หนึ่งเดือนอย่างปาฏิหาริย์..... 

เด็กหนุ่มสองคนยืนคาบไม้บรรทัดอยู่หน้าห้องเรียน  ข้างปากเป็นรอยช้ำเลือดที่เกิดขึ้นจากหมัดล้วนๆของอีกฝ่าย  อย่าได้นับเลยว่าตั้งแต่เปิดเทอมวันแรกจนถึงตอนนี้เกิดเหตุการณ์มีปากเสียงแล้วจบลงที่เรื่องเดิมๆมาแล้วกี่ครั้ง  ไม่โดนเรียกผู้ปกครองก็ถือว่าเป็นบุญ....

ตั้งแต่เจอหน้ากันครั้งแรก..ก็ตัดสินใจได้เลยว่า...
ไม่มีทางญาติดีกันไปตลอดชีวิต......

ถ้าจู่ๆมีคนจากอนาคตโผล่ออกมาบอกเล่าเรื่องราวหลังจากนั้นให้ฟังอาจจะมีคนเป็นลมต้องหามเข้าโรงพยาบาลไปตั้งแต่ฉากนี้ก็เป็นได้...   จัน สะกิดใจ และอลิน แย้มเก้อ ในวัย 13 ปี เพิ่งข้ามขั้นประถมศึกษา เต็มไปด้วยไฟและใจที่ลุกเป็นไฟร้อนแรง  

ดวงตาคนละสีต่างจ้องไปคนละทาง   สงบเสงี่ยมเพราะมีไม้บรรทัดคาบ   ทั้งคู่ไม่ยอมพูดอะไรกันเพราะเจ็บปาก..   เลือดที่ซึมจากแผลกับไม้บรรทัดมันช่างทำให้รู้สึกทรมาน  เป็นการลงโทษที่ได้ผลและโหดร้ายในเวลาเดียวกัน...   ความเงียบดำเนินไปอย่างนั้น

จนกระทั่งเด็กหนุ่มร่างเตี้ยกว่าไม่กี่เซนเติเมตร แต่ไม่ถึง 10 เซนติเมตรทำหน้าเหมือนนึกอะไรออก    แต่แล้วอลินก็แหกคำลงโทษของครู   “เฮ้ยจัน”   เสียงเรียกที่ชวนให้คิ้วกระตุก 

“อะไรอีกวะ...   ถ้าจะมีเรื่องอีกไปเจอกันหลังโรงยิม”   สายสัมพันธ์ของทั้งคู่ช่างเหมือนน้ำกับน้ำมันยากจะรวมเป็นเนื้อเดียวกันได้...  

จันไม่ยอมหันมองหน้าด้วยความหงุดหงิด  “ฉันจะตั้งชมรมบาสเก็ตบอล  มาเข้าให้คนครบๆทีสิวะ”   คำพูดต่อจากนั้นของคู่อริพาให้คนฟังอึ้งไป  จู่ๆก็ชวนกันดื้อๆเลย!   

“นี่เหตุผลที่ชวนคนอื่นเหรอวะ!   ให้คนมันครบๆเนี่ย!”   ฟังแล้วไม่เหมือนชวน  ชวนไปงั้นๆเป็นตัวแถมชัดๆ  นี่คือคำพูดขอความช่วยเหลือ..... 

“จริงๆคือถามไร่นา เบญจรูญ โขน สามคนนั้นยังไม่วี่แววจะตอบ ถ้านายเข้าพวกนั้นอาจจะเริ่มวางใจได้แล้วเข้าชมรมก็ได้”   เหตุผลที่แท้จริงมันช่างกวนส้น... หลอกใช้กันนี่หว่า!!  

“เฮ้ยอลิน...... นี่คำพูดที่ใช้ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นเหรอวะ  พูดงี้คิดว่าฉันจะช่วยนายรึไง”  ความสัมพันธ์ใช่ว่าจะดีกันขนาดนั้น

“จะให้พึ่งอานัติหาคนให้ฝ่ายเดียวได้ไง”  เหตุผลที่แท้จริงอีกอย่างที่หลุดจากปากของคนไม่ถูกกัน  นั่นคือไม่อยากพึ่งพาเพื่อนสนิทมากเกินไป....

ย้อนความกลับไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อยแบบกระชับใจความ  อลิน แย้มเก้อผู้ฝันจะเข้าชมรมบาสเก็ตบอลเมื่ออยู่มัธยมต้นตามสเต็ปเดียวกับเรื่องบาสเก็ตบอลจืดจางของสำนักพิมพ์แห่งหนึ่ง   เขากับเพื่อนกำลังรวบรวมสมาชิกให้ได้จำนวนหนึ่งเพื่อไปขอตั้งชมรมด้วยตัวเอง...  

“มีที่ปรึกษาชมรมแล้วรึไงวะ.... ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ.....”  การจะตั้งชมรมมันไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วยขนาดนั้น  ชมรมกีฬาอีกตะหาก....  

“ไปทาบทามครูคีตะไว้แล้ว  ครูคีตะก็ไม่ได้ว่าอะไร  แต่ต้องหาคนให้ได้”  ดวงตาสีเขียวเริ่มเบือนมองไปทางอื่น  ปัญหาคือหาคนสินะ....

แล้วปัญหาเรื่องคนมันก็ยิ่งใหญ่นัก     “พวกเราเคยเล่นบาสกันซะที่ไหน  นายมันบ้าของแท้!”   จันหันไปตะคอกใส่   ประสบการณ์การเล่นบาสเก็ตบอลแบบจริงจังเท่ากับศูนย์    ผู้ชายทุกคนอาจจะมีความสามารถทางการกีฬาติดตัวแบบงงๆ  แต่ไม่หมายความว่ามันเชี่ยวชาญเก่งกาจ... 

เป็นคนที่พิลึกของแท้...แปลกปลอมไปจากคนในห้องเรียน.....
โอตาคุที่ดูมุ่งมั่นเสียจนทึ่งและน่าปลงในเวลาเดียวกัน....

“ที่สำคัญ ฉันเป็นคู่อริของนาย คิดว่ามาช่วนฉันแล้วฉันจะเข้าชมรมให้นายรึไง ผิดคนแล้วมั้ง”    ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนเหลือบมองไปยังใบหน้าคนถาม  สีหน้านั้นแลดูจริงจังกว่าการชวนทะเลาะปกติ...  ทำให้จันแปลกใจยิ่งนัก...

“ฉันไม่ได้จะตั้งชมรมบาสเก็ตบอลเล่นๆเว้ย!  ฉันจริงจัง  ฉันจะต้องตั้งให้ได้ ไม่งั้นฉันไม่มาชวนนายที่เป็นคนที่ไม่อยากชวนเป็นอันดับหนึ่งหรอก!”   น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความตั้งใจ... ความตั้งใจที่มาจากเรื่องชวนให้คิดว่ามันไร้สาระอยู่หน่อยๆ.....

จะเป็นเหมือนทีมปาฏิหาริย์... พูดน่ะเหมือนจะง่าย แต่มันไม่ง่ายเพราะทุกคนไม่ได้เล่นบาสเก็ตบอลกันมาก่อน  ต่อให้หาคนมาได้ก็ใช่ว่าจะครบทีมด้วยซ้ำ...  จันมองหน้าเพื่อนร่วมชั้นด้วยความอึ้งปนทึ่ง...  บากหน้ามาถามคนที่ไม่ชอบหน้า  ถ้าไม่ตั้งใจจริงๆก็คงทำไม่ได้...

บ้า... มันบ้าขนานแท้  มันบ้าบาสเก็ตบอล  บ้าบาสเก็ตบอลเพราะการ์ตูน  เรื่องนี้ไม่ใช่ฟิคชั่นแนวบาสเก็ตบอลนะนั่น....   “นายนี่มัน.....”  มันบ้า  อยากจะสะกดคำว่าบ้าให้มันผู้นี้อีกเป็นล้านๆคำ....

“เออ ฉันมันบ้า!   แต่ฉันจะต้องสร้างทีมบาสที่เหมือนทีมบาสปาฏิหาริย์ให้ได้!”   ภาพของผู้เล่นบนสนามที่เจ้าหนุ่มคนนี้จินตนาการเอาไว้... มันเกินภาพที่คนฟังสามารถนึกถึงได้.....

ทีมบาสเก็ตบอลปาฏิหาริย์คืออะไร...  เขาไม่เคยอ่านและไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้  ถ้าจะทำความเข้าใจต้องไปเช่าการ์ตูนมาอ่านรึเปล่า  แล้วถ้าเกิดติดขึ้นมา เขาจะบ้าเหมือนคู่อริที่ตัวเองเกลียดจับใจหรือเปล่า  แค่คิดก็สยองแล้ว....  แต่ใบหน้าคนชวนก็จริงจังจนหงุดหงิดไม่น้อย....

.....ไม่อยากจะช่วยเหลือ... แต่ในอีกวูบหนึ่งก็มีความรู้สึกอยากแข่ง...

ไม่ใช่แข่งขันกับทีมอื่น  แต่เป็นการแข่งขันกับคนข้างๆนี้  เพื่อให้เห็นว่าตัวเองเหนือกว่าและเอาชนะได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าเรื่องนั้นจะเป็นสิ่งที่ไม่เคยทำอย่างบาสเก็ตบอลก็ตามที   ไม่อยากแพ้  ไม่อยากแพ้เลยซักเรื่องเดียวถ้ามีเรื่องให้แข่งกันได้ปรากฏขึ้นมา....

“ฉันจะลองคิดดูว่ะ   ผู้หญิงก็ชอบนักกีฬานี่นะ”   คำพูดนั้นขับให้เจ้าของนัยน์ตาสีเขียวมองแบบเอือมระอา   อย่าใช้สายตาแบบนี้มองฉันนะ!

“ว่าคนอื่นบ้า....  นายก็ไม่ได้ต่างกันล่ะวะ....”  บ้ากันไปคนละแบบ  จึงกลายมาเป็นคู่แข่งกันแบบบ้าๆบอๆ   สิ้นคำนั้นไม้บรรทัดในมือแกร่งพลันฟาดใส่แขนคนพูด

“นายไม่มีสิทธิ์มาว่าฉัน!  เจ้าบ้าการ์ตูน!”  เหตุผลที่อยู่บนความเป็นจริง กับเหตุผลที่มาจากจินตนาการมันเทียบกันไม่ได้    คนที่ถูกตีด้วยไม้บรรทัดจ้องหน้ากลับ     

อลินจับไม้บรรทัดที่ใช้คาบมาตีกลับไปบ้าง     “อะไรวะ!   ไอ้บ้าพระเอกการ์ตูนสาวน้อย  คิดว่าเป็นตัวละครสองดีรึไง!”    สองคนเริ่มฟาดฟันด้วยไม้บรรทัดหน้าห้องเรียน  เสียงเอะอะโวยวายดังให้ครูในห้องเปิดประตูออกมา....

สายตาเปี่ยมความเย็นชาและจิตสังการครูคณิตศาสตร์สะกดให้นักเรียนเกรียนๆทั้งสองนิ่งเป็นก้อนหิน  “จัน อลิน  สนามยังว่าง ไปวิ่งหน่อยมั้ย?”  

นักเรียนสองหน่อถึงกับซีดเป็นกระดาษขาว...   “ครับครู......”   และแล้วก็จบลงที่โดนลงโทษไปด้วยกันอีกทั้งที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยวกันสองคนแท้ๆ....

พวกเราไม่มีทางมีจุดหักเหให้เข้ากันได้....
ให้ตายก็ไม่มีทางเกิดขึ้น.....

เหมือนกับรถไฟฟ้าบนดินกับใต้ดิน  BTS กับ MRT  แม้จะมีจุดเชื่อมต่อกัน  แต่บัตรโดยสารของมันนั้น ตอนนี้ยังใช้ร่วมกันไม่ได้  มันจึงถือเป็นเส้นทางคนละเส้นทางกันอยู่ดี  สายสัมพันธ์ของพวกเราจึงอยู่ในรูปแบบเดียวกัน  คือเชื่อมถึงกันเฉพาะในเวลาที่จำเป็นเท่านั้น....

....คนแบบนี้ไม่มีทางดีด้วยได้หรอก...

แต่ตำราส่วนมาก นิยายส่วนมาก การ์ตูน หรือแม้แต่ละคร มักจะบอกว่าคนที่เกลียดกันมาก  สุดท้ายจะต้องโคจรมาเจอกันอยู่ดี และต้องเจอกันบ่อยมากขึ้นเรื่อยๆ...  สวนทางกับการที่ชอบใครสักคน  ถ้าชอบเขาแล้วโอกาสที่จะได้เจอทำไมมันน้อยกว่าได้เจอคนที่เกลียด 

เด็กหนุ่มเคยคิดว่าตัวเองควรจะชอบอลิน แย้มเก้อดีมั้ย  จะได้ไม่ต้องเจอหน้ากันเลย เพราะเกลียดอะไรได้อย่างนั้น มันต้องชอบให้ถึงที่สุดจะได้ไม่ได้...  แต่คิดแบบนั้นมันไร้สาระสุดๆ!   เพื่อนในกลุ่มต่างก็ส่ายหน้าเอือมระอาในความสัมพันธ์...

ทั้งๆที่พวกเราไม่ถูกกันแบบนั้น  สุดท้ายชมรมบาสเก็ตบอลก็ตั้งขึ้นมาจนได้  ด้วยสมาชิกคือ  อลิน จัน ไร่น่า เบญจรูญ โขน และอานัติซึ่งเป็นผู้จัดการ  พวกเราเป็นตัวจริงและไม่มีตัวสำรอง...  ทันจะไปรอดแบบทีมบาสเก็ตบอลปาฏิหาริย์ได้จริงๆเหรอ.....

ด้วยการดูแลและฝึกซ้อมของครูคีตะซึ่งเป็นอาจารย์พละ....
พวกเราก็เริ่มจะเป็นนักกีฬากันแบบจริงๆจังขึ้นมา...

หยาดเหงื่อและการออกกำลังทำให้พวกเราเริ่มเป็นนักเรียนที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆขึ้นมา    พวกนักเรียนหญิงที่มาติดก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ สมกับที่เขาเคยบอกเอาไว้ว่า ผู้หญิงนั้นแพ้ผู้ชายในเครื่องแบบ นักกีฬา นักดนตรี หนุ่มแว่น แบดบอย(?)   เรื่องราวของพวกเราชักคล้ายเรื่องแนวกีฬาเข้าไปทุกที...

“นายเกลียดอลินไม่ใช่เหรอวะจัน  แล้วไหงนายถึงเข้าชมรมบาส”   เพื่อนร่วมชั้นพ่วงพ่วงตำแหน่งเพื่อนร่วมชมรมเอ่ยถามเมื่อเด็กหนุ่มร่างสูงเดินมาข้างสนามเพื่อพักดื่มน้ำ 

จันหันมองพลางครุ่นคิด   “ไม่อยากแพ้อลินว่ะ  เรื่องนี้ก็ไม่อยาก”  เป็นเหตุผลที่ทำคนฟังมึนงงไปพักใหญ่ๆ  เป็นคู่ปรับที่แปลก

“แล้วทำไมนายเข้าชมรมบาสล่ะวะโขน”  เป็นฝ่ายถามกลับบ้าง  ร่างเตี้ยกว่าจนไม่เหมาะกับชมรมนี้ถึงกับสะดุ้ง  สะดุ้งแล้วก็เริ่มหน้าแดงขึ้นมา

“พะ...เพื่อคนที่แอบชอบ....”  ชายหน้าตาดีที่สุดในทีมเอียงคอมอง   คำว่าคนที่แอบชอบพาลให้สงสัยเสียจริง หรือบางทีจะเป็นพวกนักเรียนหญิงที่ชอบมาดูๆชมรมบาสเก็ตบอลซ้อม...

เผื่อเพื่อนอยากให้เป็นความลับจึงไม่ถามต่อ    “เจ้านั่นน่ะ  มันเป็นคนบ้า  ฉันไม่ได้ชอบ แต่ก็ไม่ได้เกลียดมากขนาดนั้น”    ฟังแล้วโขนผู้มีเซนเซอร์รับเรื่องพวกนี้ได้ดี(?)แอบยิ้มกรุ่มกริ่ม  

“หืม หืม หืม... ระวังให้ดีนะเว้ย  สเต็ปแบบนี้น่ะ  สุดท้ายจะตกหลุมรักอลินเอานะเว้ย”   ลูบเคราอากาศฟันธงเยี่ยงหมอดูสุดแม่นเห็นอนาคต  

จัน สะกิดใจหันขวับตะคอกใส่หน้าเพื่อนทันที    “ฉันไม่ได้ชอบผู้ชาย!”   เจ้าโขนผู้ยียวนกระดิกนิ้วไปมา   ยังจะยัดเยียดให้เพื่อนชอบผู้ชายให้ได้อีกเรอะ!

“อะไรก็เกิดขึ้นได้ล่ะวะ”   พูดด้วยน้ำเสียงน่าเชื่อถือและชวนให้คิดว่ามีประสบการณ์แอบชอบผู้ชายมาก่อน...   ฟังแล้วคนไม่เคยมีประสบการณ์คิดว่าตัวเองจะรักกับผู้ชายถึงกับขนลุก 

ในใจมีแต่สเปคสาวในฝัน  ไม่ได้มีสเปคผู้ชายในฝัน!
ยิ่งเป็นเจ้าเกรียนนั่นมันยิ่งเป็นไปไม่ได้!!

นึกภาพตัวเองไล่ตามจีบหรือสารภาพรักอลิน แย้มเก้อ  แค่คิดก็อยากไปหาหมอโรคผิวหนังเพราะว่าผื่นขึ้นเต็มตัว มันต้องสยดสยอง มันน่าขนลุก มันแปลกประหลาด มันต้องมีพายุเข้าประเทศ มันต้องมีการเปลี่ยนแปลงอีกเยอะถึงจะเป็นไปได้  มัน Impossible!!!  

เด็กหนุ่มผมน้ำตาลอ่อนแกมเข้มเดินไปหยิบลูกบาสเก็ตบอล   “ไร้สาระน่ะ เป็นไปไม่ได้เว้ย!”   แล้วจึงเดินกลับไปยังสนามบาสเก็ตบอลซึ่งมีคู่ปรับรออยู่

“เฮ้ย!  จัน เร็วๆดิวะ อู้ไปไหน!!”   อลินตะโกนเรียกจากในสนาม   แขนหนีบลูกบาสเก็ตบอลรอเวลาซ้อมด้วยกัน  เปลี่ยนตัวกับไร่นาและเบญจรูญที่ซ้อมมานานแล้ว

คิ้วคมกระตุกทันที  คำพูดของโขนยิ่งทำให้หงุดหงิดเข้าไปอีก  “เออ!!  วันแข่งจริง ถ้าแพ้ขึ้นมาก็เป็นความผิดของนาย!”    จัน สะกิดใจเลี้ยงลูกหนังวิ่งไปทางแป้นที่มีห่วง  

ฉันไม่มีวันตกหลุมรักเจ้าบ้านี่หรอก!!!

“อะไรของนายวะ!!”  อลินมองตามหลังไม่เข้าใจในคำพูดนั้น   สองคนที่เริ่มเล่นกันไปทะเลาะกันไปมันทำให้คนมองเอือมระอา...

อย่างน้อยก็ผู้จัดการทีมอย่างอานัติ   “สองคนนั้นจะลงเอยกันดีๆได้มั้ยนะ”  ไม่ได้หมายถึงในรูปแบบคนรักหรอกนะ  แค่เพื่อนสนิทก่อนก็แล้วกัน.....

ไม่ทันไรก็มีคนมากระตุกต่อมจิ้นเข้าไปอีก   นักเรียนหญิงรุ่นพี่เดินเอาสมุดเล่มหนึ่งมาฝากไว้ให้ข้างสนาม  “ฝากให้น้องจันด้วยนะคะ  แล้วบอกว่าพวกเราแอบเชียร์อยู่”    ว่าแล้วเธอคนนั้นก็รีบปิดหน้าวิ่งหนีไป โดยที่โขนไม่ทันจะได้ถามอะไรด้วยซ้ำไป

เจ้าสมาชิกที่ร่างเล็กที่สุดในทีมหยิบเอาสมุดนั้นมาเปิดอ่าน  “นิยาย...?”    หรือมันควรจะเรียกว่า FanFiction ดีล่ะเนี่ย.....

[สะดุดรักนายคู่ปรับบาสของฉัน]
[Pairing จัน x อลิน]

แม้แต่สาวๆที่แอบมามองดูด้านนอกก็ยังคิดกันไปไกล..   ภาพที่คนสองคนโต้เถียงกันในสนามขับให้เพื่อนร่วมทีมแต่ละคนคิดไปต่างๆนานา... ที่ตรงกันก็คือ  [ไม่น่ารอด ซักวันมันอาจจะได้กันเอง...]  อนาคตมันไม่แน่นอน  เพราะว่าแต่ละคนอายุเพียงแค่ 13 เท่านั้นเอง...

ความสัมพันธ์ของพวกเรายังต้องดำเนินต่อไปจนถึงอายุ 15 ปี
และอาจจะยาวไกลกว่านั้น....

ปากบอกว่าจะไม่รัก  แต่หัวใจคนมันซับซ้อน เหมือนกับการสร้างสถานีรถไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย มันมีความเป็นไปได้  มันมีทางเชื่อมโยงกันไปถึง  และต่อไปต้องมีสถานีที่เชื่อมโยง BTS กับ MRT เข้าด้วยกันอีกหลายสาย...  ภาพในหลายปีต่อจากนั้น... คงไม่ต้องเรียกหมอดูมาบอก  เพราะว่ามันชัดเจนอยู่แล้ว....

คนที่ไม่เคยสนใจอะไรอาจจะกลายเป็นมิตรแท้
คนที่ไม่เคยแม้แต่อยากเป็นเพื่อน อาจจะกลายเป็นความรัก

แต่เรื่องนี้ชื่อว่าปิ๊งรักระยะสิบเซนติเมตร
คนที่ห่างกันแค่ 5 เซนติเมตรก็กลายเป็นพระร๊องรองล่ะนะ




 
————————————————————————————————–
Free Talk : เรื่องราวของชายจัน สะกิดใจ ที่ชนะเลิศในโพลตัวละครมาค่ะ 555 มาเป็นอันดับหนึ่ง แต่เดี๋ยวจะมีใน secret File อีกอันที่เป็นของจัน เรื่องของจันเลยแทบจะมีตอนของตัวเองสองตอนเลยทีเดียว พี่รีวัลย์ที่เป็นพระเอกยังไม่มีเลย…..

ท้าวความถึงเรื่องสมัยเจอกับอลินใหม่ๆ ไม่พูดถึงตอนที่รักกันแล้ว แต่มีหลายเรื่องในอดีตที่เคยพูดไปในทวิตแล้วก็เลยไม่เอามาพูดถึง อันนั้นจะถอดมาเป็น side story ลงในเล่มอีกที แฮ่….

Comment

Comment:

Tweet

555555555555555+
น่าร๊ากกกก และน่าสงสารในเวลาเดียวกัน
พระร๊องรอง = ="

#1 By un-fiore on 2013-09-22 00:36

[AyaFee]★[Byanism] View my profile

Created with flickr badge.