dino

[S.Fic] Betrayed (D27)

posted on 03 Aug 2010 19:17 by ayafee in Fiction

วันนี้หนังสือนามิฮาสาดมาส่งแล้วค่า~  

พรุ่งนี้จะเริ่มส่งของไปรแล้วนะคะ 

 

เอนทรี่นี้มาส่งฟิคสั้นที่เอาปรับมือเพราะไม่ได้เขียนฟิคนานแล้ว OTL เขียนไปก็รู้สึกฝืดๆเหมือนตัน กร๊ากกก  เลือกคู่ D27 มาเขียนเพราะว่าธีมที่วางไว้ เมะแบบนี้มันเหมาะกับบทของโน่มากกว่าเมะร้ายๆคนอื่นนะ(?)

************************************************************

 

Title:  Betrayed
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Genre :  Romance , Erotic
Rate : NC - 15
Pairing :  D27 (18)
Summary :   ความรักบางครั้งก็มาคู่กับการหักหลัง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------


ทำไมนายต้องยิ้มเหมือนไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้น
ทำไมนายถึงทำตัวเป็นธรรมชาติแบบนั้น  


ทั้งหลอกลวงฉัน ทั้งหักหลังฉัน
ภายใต้รอยยิ้มที่แสนลวงหลอก



ไม่ว่ายังไงนายก็จะไปใช่มั้ย?



    กลิ่นสบู่หอมติดตัวคนทั้งสองเป็นกลิ่นเดียวกัน  เตียงนอนสีขาวบริสุทธิ์ต้องแสงแดดจากหน้าต่างบานใหญ่ของโรงแรม   ห้องสูทของโรงแรมตกแต่งให้สามารถใช้เป็นห้องทำงานในช่วงระหว่างการเดินทางของพวกนักธุรกิจ  ผู้อาศัยในห้องนี้นั้นใช้งานในหลากหลายความหมาย  บนพื้นพรมสีน้ำตาลของห้องมีเสื้อผ้าต่างขนาดถอดทิ้งเกลื่อนกลาด  ใต้ผ้าห่มขาวบนเตียงมีสองร่างนอนกอดก่าย...


    ร่างโปร่งบางลุกขึ้นเผยให้เห็นร่างกายที่เปลือยเปล่า  มือเรียวปัดปอยผมสีอ่อนที่ปรกหน้าออกพร้อมทั้งหันใบหน้ามองนาฬิกาที่อยู่ใกล้  เข็มนาฬิกาบอกเวลา 9 โมง 15 นาที   “คุณดีโน่ตื่นได้แล้วครับ” 

“จะไปแล้วเหรอ?”  ร่างสูงข้างกายขยับตัวเมื่อสดับเสียงหวาน  วงแขนแกร่งเอื้อมตวัดโอบกอดรอบเอวบาง ออกอาการงัวเงีย

“ครับ ก็มันเช้าแล้ว”  ใบหน้าอ่อนเยาว์ประดับรอยยิ้มบางๆ   ลูบไล้ปัดปอยผมสีทองซึ่งบดบังใบหน้าของหนุ่มสูงวัยกว่าหากแต่ใบหน้านั้นดูหนุ่มหล่อเหลา


บอสหนุ่มรุ่นพี่เมียงมองอากัปกิริยาของคนรัก  ความรับผิดชอบในหน้าที่ในยามอายุเพิ่มขึ้นชวนให้เกิดระยะห่าง  นั่นทำให้เกิดนิสัยแบบเด็กๆอยากรั้งเอาไว้  คนสองคนคบหากันและได้พบเจอกันเฉพาะยามฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินทางไปยังประเทศของอีกฝ่าย   ความรักจึงเต็มไปด้วยอุปสรรคเรื่องระยะทางและการงาน..


“ไปสายก็ได้...”  ส่งเสียงออดอ้อนไม่สมอายุเรียกเสียงหัวเราะแผ่วเบา  แต่ไหนแต่ไรก็ไม่อาจะเจอกันได้บ่อย..  ยิ่งเป็นคนรักกันแล้วเล่า...

    “ผมต้องกลับไปทำงานน่ะสิครับ  ไม่ได้บอกใครไว้ด้วยว่าวันนี้ค้างข้างนอก”   ดวงเนตรสีทรายสบมองพร้อมก้มลงใช้เรียวปากสีอ่อนแนบแตะปลายจมูกแกร่งแผ่วเบาระคนยั่วยวน 

    ดีโน่โอบเอวบางไม่ยอมคลายวงแขนออก  สีหน้าของชายหนุ่มสูงวัยกว่าบ่งบอกว่าไม่อยากให้คนตรงหน้านี้จากไป  “งั้นอีกครึ่งชั่วโมงค่อยไปนะสึนะ”  ตวัดดึงร่างเล็กนั้นให้คร่อมร่างตนแนบชิด 

    “ให้ไปสายนี่จะให้ทำอะไรล่ะครับ?”   สึนะโยชิไล้ฝ่ามือบนอกแกร่ง รู้ความหมายแต่เพียงถามหยั่งเชิงไปเท่านั้น  รุ่นน้องตรงหน้าเขาโตขึ้นมากเสียจริง

    “นายรู้อยู่แล้วนี่” รอยยิ้มระบายบนริมฝีปากของคนทั้งคู่เข้าใจกันและกัน  ยิ่งเติบโตขึ้นมาเท่าใด  ความห่างเรื่องภาระหน้าที่การงานยิ่งเข้ามาเพิ่มมาขึ้น...

สำหรับความรักแล้ว.. งานทำให้เหงามิใช่หรือ..?



    ตัวนายที่ละม้ายคล้ายเต้นรำอยู่บนตัวฉัน ด้วยท่วงทำนองที่เรานั้นสอดคล้องผสาน  เสียงคลอเคล้าปะปนไปกับเสียงนกน้อยนอกหน้าต่าง  ลมเย็นจากเครื่องปรับอากาศเข้ามาขับความร้อนรุ่มบนผิวกายเปียกเหงื่อไคล  ทั้งหมดนั้นคือช่วงเวลาที่เราทั้งสองอยู่ด้วยกันในยามนี้...   มือสัมผัสมือ   ร่างกายสัมผัสร่างกาย  ริมฝีปากสัมผัสริมฝีปาก  ใบหน้าแดงเรื่อนั้นทำให้เขาหลงใหล


บางครั้งฉันนึกกังวล.....
ในความสัมพันธ์ของเราทั้งสองคน....


“อยู่ห่างกันบางเวลาไม่เป็นไรหรอกครับ”

 

เขานั้นไม่สบายใจ...



    แม้ร่างกายจะแนบชิดกัน พูดคุยกัน ก็ยากแท้จะเข้าใจว่าภายในใจนั้นมีความคิดใดอยู่   คำบอกรักที่พร่ำบอกกันนั้น ก็ยากแท้จะเข้าใจว่าในใจนั้นคิดตรงกับที่พูดหรือเปล่า...  ความรักที่เต็มไปด้วยระยะห่างทั้งงานและสถานที่...  เข้าใจดีว่าต้องใช้ความเชื่อใจมากขนาดไหน...


    “เป็นอะไรรึเปล่าครับ...?”    เสียงหวานลอดผ่านโสตประสาท แทรกผ่านห้วงความคิด ดึงให้ออกจากภวังค์เหม่อลอย

    “เปล่าหรอก ฮ่ะๆ  กำลังคิดว่ารอบนี้สึนะดูกระตือรือร้นทำตามใจกว่าที่คิด”   คำพูดนั้นเปลี่ยนสีหน้าใสให้เป็นสีแดงระเรื่อ  คนโดนทำให้เขินจึงเอาคืนด้วยการกัดที่ลำคอแกร่งหยอกล้อ

    “เพราะเห็นว่าคุณดีโน่อายุเยอะแล้วตะหาก”   หยอกกันไปมาพร้อมกับกอดก่ายหัวเราะเสียงแห่งความสุข..  เพราะนายเป็นท้องฟ้าที่อบอุ่น...  บางครั้งฉันนึกเสียใจที่คิดมากเกินไป...


ความกังวลที่กัดกร่อนในใจฉัน...
เก็บมันเอาไว้ลึกๆในใจก็เพียงพอ



    วองโกเล่และคาบัลโร่เน่มีความสัมพันธ์สองแฟมิลี่ฉันท์พี่น้อง   แน่นแฟ้นเมื่อบอสหนุ่มทั้งสองคบหากันพึ่งพาอาศัยกัน   ชายหนุ่มร่างสูงเรือนผมสีทองอร่ามพร้อมผู้ติดตามเดินมาส่งรุ่นน้องขึ้นรถสีดำขลับออกจากโรงแรมไป..  สายตาจ้องมองจนกระทั่งรถนั้นลับสายตาไป...


    “ฉันเป็นคนคิดมากสินะโรมาริโอ้”   อายุมากขึ้นจึงคิดมากขึ้นในเรื่องไม่เป็นเรื่องหรือไร...   มันเป็นเรื่องธรรมดาสินะที่จะกังวล..

    “คบกันสองปีแล้วต้องอยู่ห่าง บอสจะคิดมากก็ไม่แปลกหรอกครับ”  โรมาริโอ้ให้คำปรึกษา เข้าใจเรื่องในใจของบอสซึ่งตนติดตามมาแต่เยาว์วัยเป็นอย่างดี 

    “นั่นสินะ....”   เพราะรอบตัวนายยามที่ไม่มีฉันอยู่นั้น...  มีผู้คนมากมายคอยดูแลในส่วนที่ฉันไม่สามารถทำได้... คนเหล่านั้นที่คอยดูแลนายได้มากกว่าฉัน....


ฉันเป็นคนโง่....ที่ไม่เชื่อใจนาย
ฉันเป็นคนโง่....ที่ไม่เข้าใจเรื่องของเรา

ทั้งๆที่เมื่อมีเวลาจะได้เจอกันเสมอ



    วันครบรอบสองปีที่ได้คบกันนั้นใกล้เข้ามาเรื่อยๆ   ไม่เคยมีปัญหากัน  ไม่เคยมีเรื่องปากเสียงกัน  ยามมีเวลาเจอกันจะมาพบกันทุกครั้ง..  แล้วใยเขาต้องคิดมากให้เกิดด้านลบในใจแบบนั้น... กดมันเอาไว้.. เก็บกักมันเอาไว้ข้างในส่วนลึกของหัวใจ...  


“ผมรักคุณดีโน่นี่”

เชื่อมั่นในคำสัญญาระหว่างเรา
เชื่อมั่นในสิ่งที่เรียกว่าความรักระหว่างกัน

“เพราะงั้น ไม่ต้องกังวลหรอกนะครับ”
เขาคงทำตัวเป็นเด็ก ทั้งๆที่อีกฝ่ายเด็กกว่ามาก...



    สายลมของฤดูหนาวโบกพัด..   ร่างสูงใหญ่สวมเสื้อโค้ทกันหนาวสีดำขลับทับเสื้อสูทภายใน  ออกเดินไปตามถนนในย่านการค้าพร้อมกับคนสนิท  ครอบครัวและคู่รักต่างเดินซื้อของเพื่อออกเดินทางท่องเที่ยวในวันหยุดยาวอันใกล้  นึกในใจแล้วขำตัวเองที่ต้องมาเดินคนเดียวเพราะงานของทั้งสองฝ่ายต่างจากคนทั่วไป...


    หนุ่มตะวันตกผมสีทองเหลือบมองร้านขายเครื่องประดับ  จดจ้องมองแหวนเงินเรียบๆคู่หนึ่งนิ่งงัน   “บอส?”  คนข้างกายเห็นนิ่งเงียบไปจึงเอ่ยทัก

    “มองของเฉยๆ  ชั่งใจว่าจะซื้อดีรึเปล่า”  ไม่มีโอกาสพิเศษ ไม่อาจหาข้ออ้าง และลังเลที่จะถามก่อนหรือไม่จึงจะดีกว่ากัน..

    “บอสเป็นคนลังเลไปแล้วเหรอครับนี่”  โรมาริโอ้เอ่ยแซวพลางหัวเราะขำขัน   กาลเวลาทำให้คนเปลี่ยนไปเรื่อยๆอย่างน่าประหลาดใจ

    “โรมาริโอ้....”   ดีโน่สะบัดใบหน้าไปมาแก้เก้อและปฏิเสธ    เพราะคนรักของเขาไม่ใช่เด็กแล้ว.. การทำตามอำเภอใจบางอย่างก็มีขอบเขต....

เขากลายเป็นคนแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใด....



    ฉับพลันสายตาคมสีอำพันพลันเหลือบเห็นภาพของคนที่คุ้นเคยนัก   คนสองคนที่คุ้นหน้าคุ้นตาทั้งสองฝ่าย  ห่างออกไปจากตรงนั้น...  สองร่างในชุดสูทสีดำขลับเดินเคียงคู่กัน  เรือนผมสีน้ำตาลไหม้นั่นเขาจดจำได้ดี เช่นเดียวกับสีดำขลับของคนข้างกายห่างออกไปนั้น...  ทั้งคู่ต่างเป็นรุ่นน้องที่ตนเคยสอนสั่ง...

    สองมือนั่นจับจูงกันอยู่.. เช่นเดียวกับใบหน้าใสที่ประดับรอยยิ้ม  ทั้งที่ตรงนั้นคือเมฆาผู้ล่วงรู้นิสัยดีว่าเย็นชานัก..  กลับเห็นความอ่อนแฝงเอาไว้   จากตรงนั้นและตรงนี้ช่างห่างไกลพอที่จะไม่เห็นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง..   สายตาของเขายังคงหยุดอยู่ตรงนั้น...

นั่นคงเป็นครั้งแรกที่ฉันสั่นคลอน...
ความรู้สึกที่เก็บไว้ในส่วนลึกของหัวใจ...



    โดนสะกดให้หยุดนิ่ง ช่วงเวลาที่เวลาไหลผ่านอย่างเชื่องช้า  อาจเป็นเพียงแค่คนหน้าตาคล้ายกัน คิดมากเกินไปจึงเกิดภาพหลอน  คิดในแง่ดีคงเป็นแบบนั้น... หันใบหน้ามองไปทางอื่นและก้าวเดินไปยังทิศทางที่มองไป  ลึกในใจนั้นคล้ายกับสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง....

หากฉันผูกมัดนายไว้
ก่อนที่จะโดนทรยศหักหลังจะดีกว่าไหม...



    ค่ำคืนนั้น ณ โรงแรมที่พักแห่งเดิมอันเป็นที่อาศัยชั่วคราวของแก๊งคาบัลโรเน่    ร่างสูงเรือนผมสีทองอร่ามนั่งใช้ความคิดในขณะที่หมุนปากกาไปมาที่โต๊ะทำงาน   ภาพที่เห็นนั้นยากจะสลัดหลุดไปจากความคิด.. เพราะความลังเลและกังวลใจของตน จิตใจมันจึงไม่สงบ...


    “เราคิดมากเกินไปรึเปล่านะ...”   เห็นเพียงแผ่นหลังและข้างใบหน้าจะตัดสินอะไรได้...  ทั้งที่คิดแบบนั้นกลับกังวลใจ....

    ชายหนุ่มผู้เก่งกาจในวงการก้มใบหน้าลงกับโต๊ะ   คิดมากไปรังแต่ทำให้ไม่สบายใจ   เขาจำเป็นต้องยิ้มรับยามที่เจอกัน...   “เห็นแก่ตัวชะมัด.....”  ที่คิดเพียงแค่การจับผิด...

    “เห็นแก่ตัวอะไรเหรอครับ?”   เสียงหนึ่งส่งผ่านเข้ามาดึงให้ผู้สูงวัยรีบลุกขึ้นนั่งตัวตรง   เมื่อหันมองที่มาจึงเห็นภาพที่แสนคุ้นเคย 

    ร่างเล็กกว่าสวมชุดสูทสีดำขลับเป็นการเป็นงาน   เจ้าตัวแย้มยิ้มและเดินไปถอดเสื้อตัวนอกแขวนไว้เพื่อความสะดวก   “นายเข้ามาตั้งแต่เมื่อไหรกันล่ะเนี่ย” 

    “ตั้งแต่ตอนที่คุณดีโน่ลงไปฟุบกับโต๊ะน่ะสิครับ มีเรื่องเครียดเหรอครับ?”   สึนะเดินกลับมาหยุดยืนตรงหน้าโต๊ะทำงาน  มองตรงสบตาหนุ่มรุ่นพี่ศิษย์อาจารย์เดียวกัน   สายตาที่มองซ้ำแล้วซ้ำเล่า 

สายตาและรอยยิ้มของนาย...ช่างเป็นธรรมชาติ..



    “เรื่องงานน่ะ ไม่มีอะไรหรอกสึนะ”  ยื่นมือไปสัมผัสพวงแก้มนิ่ม   ตัดสินใจเก็บงำความคิดนั้นเอาไว้ในใจ..  กระนั้นอีกคนมองคล้ายจับโกหก

    “แน่นะครับ?  ปกติผมไม่เห็นคุณดีโน่จะเครียดเรื่องนี้”   คำชมที่ไม่เหมือนคำชมนั้นเรียกเสียงหัวเราะขำขัน  ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะพูดออกไป...

ท่าทางและคำพูดของนายนั้น... ก็เป็นธรรมชาติ...



    “วันนี้ฉันเห็นนายที่ย่านการค้า  ถ้าพูดแบบนี้ล่ะ?”   นัยน์เนตรสีอำพันเหลือบมองจ้องสบตาหวังคำตอบที่ตรงไปตรงมา  

    ริมฝีปากเรียวขยับแย้มยิ้ม  “ทำไมไม่เข้าไปทักผมล่ะครับ?”   เอ่ยพลางหัวเราะราวกับเรื่องในวันนี้นั้นไม่มีอะไรเกิดขึ้น...

    “นั่นสินะ  ทำไมฉันไม่เข้าไปทัก”  ยกมือขึ้นเกาแก้มหลบเลี่ยงประเด็น  ความหมายของคำพูดทั้งหมดคือเขาคิดไปเองงั้นหรือ.. ภาพที่แจ่มชัดและยังคงชัดเจนในยามนี้...

นายอยู่ที่นั่นในเวลานั้นและกับคนๆหนึ่ง....



    “คุณดีโน่คิดมากไปแล้วล่ะครับ”   ใบหน้าใสเคลื่อนเข้าใกล้..  รสจุมพิตที่แสนคุ้นชิน   ในใจของเขาทั้งสองนั้นกลับมีบางอย่างที่แปลกไป... ฉันคนเดียวหรือเปล่านะที่คิด..
 
    
ทำไมนายจึงยิ้มแย้มและพูดโกหกออกมา
ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น....


ตัวเขาราวกับถูกกรีดด้วยรอยยิ้มและคำพูดนั้น



    ใกล้ชิดกันอย่างที่เคยเป็น  โอบกอดแนบเคียงอย่างที่เคยทำ   ช่องโหว่ในหัวใจกลับเริ่มแพร่กว้างออกไป.. คล้ายกับตั