squallo

HBD เดียร์ TT[]TT  แอบเลยไปแล้ว 1 ชม. เพราะว่าปั่นไม่ทัน  กลางวันไปทำภารกิจกับคุณแม่จนไม่ได้อยู่หน้าคอมเลย  ขอโต้ดดดดด

ไม่รู้ถูกใจมั้ยนะ แบบว่าสติปั่นป่วนได้โล่ OTL  (ไม่ได้ตรวจอีกตะหาก กำแล้ว....)

 

Title:  Signal
Fandom : Katekyo Hitman Reborn!
Travia : Happy Birthday To Dearchan
Genre :  Drama , Romance
Rate : NC15?
Pairing : (X) S27

Summary :   เสียงสัญญาณของความรัก...  ที่นำไปสู่การเสื่อมสลาย?

---------------------------------------------------------------------------------------------------------------


การได้เจอกับนายครั้งแรก........


เนตรสีน้ำตาลไหม้  ร่างกายที่สั่นเทา...
และแปรเปลี่ยนเป็นสีทอง... และเปลวเพลิง.....
ความแข็งแกร่งที่ประกอบไปด้วยความอ่อนโยน



รู้สึกได้ถึงความแตกต่าง... ไปจากสีนภาสีเดิม...



    ห่างไกลนั้น... ท้องทะเลนั้นเป็นสีแดงสด...   ท้องฟ้าเป็นสีดำทมิฬ...  โลกที่เต็มได้ด้วยสิ่งชั่วร้าย.. โลกแห่งการเข่นฆ่า...   เสียงร้องคำรามของฉลามตัวยักษ์ที่ใช้คมเขี้ยวของมันกัดฉีกร่างของคู่ต่อสู้ตัวแล้วต่อเล่า....  สุดท้ายแล้วศพนั่น.. เลือดที่หลั่งรินออกมาก็เพิ่มพูนให้ทะเลนั่นลึกขึ้นกว่าเดิม....

เสียงใส... ที่เปล่งมาจากที่ห่างไกล....



    ในทะเลนั้นเมื่อเสร็จภารกิจล่าเหยื่อ.... เจ้าฉลามที่ดุร้ายกลับถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยโซ่เก่าๆ... หากแต่แข็งแกร่งกว่าโซ่อื่นใดบนโลกใบนี้....  ทำไมสัตว์ร้ายจึงต้องยอมอยู่อย่างไร้อิสระแบบนั้น.....

ฉันมีอิสระในการฆ่า.....



    ใต้ท้องนภาสีหมองหม่น...   นานวันยิ่งมองเห็นมันหมองหม่นเป็นสีดำจากความแค้น...   หนทางที่เจ้าฉลามนั้นได้เลือกเอง.... สัตว์ร้ายที่รู้จักแต่การฆ่าและการภักดีกับจ่าฝูงของมัน....   มันใช้สมองในการสั่งการและมีความรู้สึก....

    แต่ไร้อิสระในการมีความรู้สึกนอกเหนือจากความภักดี

แต่ว่าวันหนึ่ง.......


    ชายร่างเล็กในชุดสีขาว...  ใบหน้าที่ดูจริงจังไปกว่าทุกครั้งเดินอยู่ท่ามกลางฝูงชนสมาชิกของแฟมิลี่...   แม้จะดูจริงจังกลับมองเห็นถึงความลังเล....  เจ้าเด็กที่เคยประมือกันเมื่อหลายปีก่อน  เจ้าเด็กที่สร้างความเกลียดชังและความริษยาให้กับผู้ไม่มีสิทธิ์รับตำแหน่ง....

ซาวาดะ สึนะโยชิ


    ในวันนั้นเขามาในฐานะของผู้สังเกตการณ์  ตัวแทนของกลุ่มวาเรียที่ผู้นำไม่คิดจะมาเหยียบย่ำในพิธีการสืบทอดตำแหน่งอันศักดิ์สิทธิ์....  เนตรสีน้ำทะเลของชายหนุ่มในชุดสูทสีดำขลับรวบผมสีเงินยาวยวงเรียบร้อยต่างจากทุกวันทอดมองพิธีการนั่นตั้งแต่ต้นจนจบ....  จนกระทั่งก้าวเดินออกมา...

นั่นคือสีขาว....  ที่ทอดกระจายแผ่กว้างไปทั่ววองโกเล่แฟมิลี่
ทั้งที่ดูไม่น่าเชื่อถือ.. แต่เหล่าสมาชิกกลับยอมรับในฐานะนั่น....



    สเพลฮี สคอลโล่คือนักดาบของกลุ่มวาเรีย  เรื่องการแสดงความยินดีกับคนที่เป็นดั่งคู่แข่ง เสี้ยนหนาม และอุปสรรคทางอำนาจของเจ้านาย... เขามิสามารถทำได้แม้มันควรทำในฐานะผู้มีตำแหน่งต่ำกว่า... 

    ขายาวพาร่างก้าวเดินไปตามทาง แต่กลับเหลือบเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ...   ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ซอกมุมนั่น... เริ่มมองเห็นชุดเครื่องแบบสีขาวที่สะดุดคุ้นตา..   “ฉันตัดสินใจผิดรึเปล่าเนี่ย~~~!!!!”  

เสียงใสโวยวายขึ้นมากะทันหันทำเอาตกใจได้ง่ายๆ.....  “แก....”

    ผู้สวมใส่เครื่องแบบสีขาวตวัดใบหน้าหันมามองด้วยความตกใจ...  เผยให้เห็นเรือนผมสีน้ำตาลไหม้พลิ้วไหวตามแรงสะบัด  ใบหน้าที่บ่งบอกถึงความตกใจ  “สะ..คุณสคอลโล่เองเหรอ.... ไม่ได้ยินอะไรใช่รึเปล่าครับ....”

    “ได้ยินเต็มสองหูเลยว่ะ”  เมื่อตนบอกไปแบบนั้นร่างเล็กๆของเด็กหนุ่มชาวตะวันออกก็เริ่มรนรานขึ้นมา...  

    “แค่บ่นน่ะ..!!   แค่สับสน!  ไม่มีอะไรแล้ว ฉันจะสงบแล้วล่ะ...”  ผู้นำคนใหม่ของวองโกเล่ช่างมีความเป็นเด็กที่ปิดซ่อนเอาไว้ไม่ให้คนอื่นเห็น....

    “แกทั้งที่ตอนนั้นเล่นงานพวกฉันซะขนาดนั้น  ตอนนี้จะยังลังเลอะไร  แซนซัสมันอิจฉาแกจนอยากฆ่าให้ตาย”  เอ่ยไปตามความคิดของตัวเอง  แต่เด็กหนุ่มตรงหน้ากลับหัวเราะออกมาอย่างแห้งเหี่ยว....

    “ก็มีบ้างนั่นล่ะครับ.... ก็เพราะรู้สึกผิดเหมือนกัน.......”   ใบหน้าที่เหรอหรากลับสงบลง...  สงบราวกับท้องฟ้าที่ปรวนแปรไปมา...

เป็นคนที่ไม่มีความริษยา......



    “เหมือนแย่งที่ๆหนึ่งของคนหนึ่งมา ทั้งที่ตัวผมยังไม่พร้อมด้วยซ้ำไป แหะๆ”   เสียงใสที่มากหลายความรู้สึก.. แม้คนที่ไม่ละเอียดอ่อน...ก็รับรู้ความรู้ในใจนั้นได้...

    “หมายถึงแซนซัสงั้นสินะ  มันไม่ได้อ่อนแอขนาดนั้น”   แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธาและความเกลียดชัง.... จนอยากทำลาย....

    “แต่อยากฆ่าผมให้ตายสินะครับ   ผมรู้อยู่แล้วล่ะ รู้มาตลอดเลยด้วย”   สายตานั้นกำลังทอดมองออกไปไกลแสนไกล.... ไกลสุดจะคาดเดา...

    “แต่ผม.... ก็มีเพื่อนๆอยู่เหมือนกัน......”

เป็นคนที่ไม่มีความเกลียดชังต่อพวกเดียวกัน....



    “ขอโทษนะครับ”   จู่ๆเสียงใสนั้นกลับเปล่งขึ้นมาพร้อมกับใบหน้าที่ผินกลับมาพลางหัวเราะเหี่ยวแห้ง

    “หา?”

    “ที่บ่นไร้สาระให้คุณสคอลโล่ฟัง  ยังไงก็อย่าบอกใครเลยนะครับ โดยเฉพาะรีบอร์น....”   ยังคงเป็นเด็กหนุ่ม... ที่เพิ่งจากโรงเรียนมา....

ช่างน่าขำ....



    “ไม่จำเป็นต้องเรียกคุณ  เรียกชื่อเฉยๆก็พอว่ะเจ้าเปี๊ยก”  มือแกร่งขยี้ศีรษะที่ปกคลุมไปด้วยไหม้ฟูฟ่องนั่นอย่างหมั่นเขี้ยว   การเรียกด้วยคำสุภาพมันไม่เหมาะกับนักฆ่าเอาเสียเลย....

    “อะ..เห???... เรียกเฉยๆ?”   ทำไมต้องถูกดึงดูด....

    “เออ เรียกเฉยๆสิฟะ”   ด้วยความรู้สึก... และแรงดึงดูดที่แตกต่างจากคนรอบกาย....

    “...อ่ะ...งั้น...เรียกสคอลโล่เฉยๆ....แหะๆ...”  แล้วใบหน้านั้นก็ส่งรอยยิ้มอันเจิดจ้ามาให้...


วันนั้นฉันได้สัมผัสความรู้สึกบางอย่าง
ที่เคยสัมผัสเมื่อหลายปีก่อน.....

สิ่งที่เรียกว่าความอ่อนโยนต่อพวกเดียวกัน
สิ่งที่หาไม่ได้จากในปราสาทวาเรีย...



หลายต่อหลายครั้งที่ได้พบปะกันหลังจากนั้น
เพราะภาระหน้าที่ที่ได้รับการฝากฝังมาจากผู้เป็นนาย จึงต้องพบเจอหน้ากันบ่อยกว่าที่เคยเป็น
แทนที่จะคุยกันเพียงแค่เรื่องงานเท่านั้น...  กลับเริ่มพูดคุยกันในเรื่องอื่น...
หรือกระทั่งละเล่นเกมส์กระดานอย่างที่ไม่เคยทำ.....


ทำไมกันนะ......
ฉัน…..



    “เหม่ออะไรของแก”


    เสียงทุ้มแหบพร่าแทรกเข้ามาในห้วงความคิดเหม่อลอยของนักดาบหนุ่ม    ท่ามกลางบรรยากาศสลัวมืดมัวของห้องนอนพ่วงห้องทำงานของผู้นำกลุ่มนักฆ่าที่ทรงประสิทธิภาพมากที่สุด...

   

นึกถึงหมอนั่นทั้งที่ไม่จำเป็น.....



“เปล่าเว้ย   อ่านเอกสารของแกนี่ไง”   มือชี้ยังแผ่นกระดาษสีขาวบริสุทธิ์ปั๊มตราของวองโกเล่และตรากลุ่มวาเรีย   เจ้าเอกสารที่สร้างความขุ่นเคืองในยามเช้าให้ผู้เป็นนาย...

“ฉีกมันทิ้งซะ”  แซนซัสผู้กราดเกรี้ยวบอกด้วยน้ำเสียงอันเย็นชาไม่ต้องการแม้แต่จะเห็นเจ้าสิ่งนั้น....

“แกไม่คิดจะอ่านบ้างรึไงวะ”  สิ้นคำสิ่งที่มาเป็นคำตอบคือขวดแก้วที่หากเอี้ยวศีรษะหลบไม่ทันก็คงได้เลือดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้น....  

“แค่ต้องการยืมกำลังไปใช้งานของพวกมัน  ฉันไม่ใช่ขี้ข้าของเจ้าสวะนั่น!!”   ทิฐิที่รุนแรง... ความปรารถนาอันแรงกล้าแม้มิอาจจะได้ครอบครองตำแหน่งนั่นยังคงเต็มเปี่ยม.... 

“เข้าใจล่ะๆ”   ผู้เป็นดั่งดาบและมือเท้าจำต้องทำตามคำสั่งของนายเหนือหัว...   กระดาษเอกสารถูกฉีกเป็นชิ้นๆกระจายอยู่บนพื้น... บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อันแตกร้าวของสองกลุ่ม...

“แกก็อย่าคิดไปสุงสิงกับพวกมันให้มากนัก”    คำถาม... ที่เขามิอาจเปล่งตอบออกไปได้ ทั้งที่เป็นแค่เรื่องง่ายๆ....

“เออ เข้าใจล่ะ”   แต่จำต้องตอบออกไป.....

เสียงที่ดังก้องอยู่ในจิตใจ.....
เสียงที่มิอาจเอ่ยบอกออกมาได้......


ส่วนลึกของฉันกำลังยอมรับในวิถีทางของสีขาว.....

ฉันกำลังทรยศสิ่งที่นายอยากให้เป็น




ช่วงเวลาที่เข้าหาเพราะปฏิบัติตามหน้าที่
พฤติกรรมที่ปฏิบัติต่อกันเดิมๆ....  มันเริ่มต่างออกไปเรื่อยๆ.....


    ฉลามตัวนั้นยังคงอยู่ในท้องทะเลเหม็นกลิ่นคาวเลือด  มันยังคงที่เดิม..  หากแต่แตกต่างไป.. มันลืมตาขึ้นมาแล้วกลับมองเห็นท้องฟ้าในสีแปรเปลี่ยนไปจากเดิม... ทำไมเป็นแบบนั้น... 

มันเลือกแหวกว่ายออกนอกเส้นทางล่าเหยื่อ
มันว่ายออกไปอย่างที่มันไม่เคยมีอิสระ  แม้ธารที่มันอาศัยยังคงเป็นสีแดงชาด  แต่ช่วงเวลาหนึ่งนั้น
ท้องฟ้า.... เป็นสีฟ้า....
ไล่ตามเสียงใสๆที่ดังก้องกังวาน.....



    “ขอบคุณสำหรับเอกสารนะครับ”    มือเรียวยื่นรับเอกสารตรงหน้า...   ทั้งที่มันเป็นงานติดต่อกับอีกคนหนึ่งแท้ๆ...

    ความเงียบงันเข้าปกคลุมระหว่างบทสนทนาของคนสองคน พร้อมๆกับคิ้วเรียวเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ  “วันนี้สคอลโล่ดูโวยวายน้อยกว่าปกติ?” 

    “หมายความว่าไงวะนั่น!?”   ไม่ทันไรก็ปฏิบัติตัวออกไปอย่างเดิม เรียกเสียงหัวเราะเริงร่าได้ไม่ยาก...

    “เปล่านี่ครับ....” 

    “ก็แค่.. ชอบแบบนั้นมากกว่า”   คงยากที่ใครซักคนที่อยู่กับวิถีแห่งการฆ่ามาเกินครึ่งชีวิต...   จะสามารถเจอรอยยิ้มสดใสแบบนั้นได้...

ตัวฉันที่หยาบกระด้าง...  ไม่เคยสัมผัสสิ่งเหล่านั้น...



    “แกอยากให้ฉันภักดีกับแกอย่างที่เป็นกับแซนซัสรึเปล่า”   คำถามหนึ่งคำถาม... เนตรสองคู่อันแตกต่างจ้องมองกัน....

    “คำถามตอบยากนะครับนั่น....”   ริมฝีปากของง่ายนั้นยิ้มพลางหัวเราะเหี่ยวแห้งราวกับเข้าใจ....

    “เออ ตอบมาตามตรง” 

    “ก็........  ไม่อยากให้เป็นสิ่งที่เรียกว่าภักดีหรอก....”  คำพูดเดียวก็สั่นคลอนบางอย่างในจิตใจลงไปได้....

    “ถ้าภักดีก็เหมือนแค่ฟังคำสั่ง  สคอลโล่น่ะ  ไม่จำเป็นต้องฟังคำสั่งของผมหรอก   แค่มาหาผมบ้างก็พอแล้ว”    การกระทำที่ไม่คาดคิด...  คือร่างที่เล็กกว่าคนที่พ้นเลยช่วงคำว่าเด็กหนุ่ม...  ก้าวเข้ามาโอบกอดตนด้วยวงแขนทั้งสองที่ผอมแลดูไร้กล้ามเนื้อ...    แต่ทำไมช่างดูแข็งแกร่งนักนะ....

    “แกนี่มัน.....”   คำพูดนั้นก็ทำให้สัตว์ร้าย.... ยอมทำบางอย่างที่ต่างออกไปได้...


เขาไม่ได้ทรยศต่อสิ่งที่ยึดมั่นมาตลอดช่วงชีวิต

เขาไม่ได้ทำแบบนั้น....


อาจจะแค่เรียนรู้สิ่งที่จับดาบรักษามันไว้มากกว่าหนึ่ง....

นอกจากตัวเอง  นอกจากความภักดี.....


หนึ่งวัน  หนึ่งสัปดาห์  หนึ่งเดือน หนึ่งปี
ผ่านพ้นไปเรื่อยๆอย่างรวดเร็วนักช่างน่าตกใจ

ไม่ได้ปิดบัง ไม่ได้สร้างความลับ แต่คือสิ่งที่มิอาจเผยออกไป
ต่อนายเหนือหัวที่ยึดมั่นใจเส้นทางของตัวเอง  ไม่อยากตราหน้าว่าเป็น.....


คนทรยศ......



    ร่างที่เล็กกว่าแลดูอ่อนแอ.. ร่างกายที่ผอมบางไม่สมชายชาตรีในช่วงอายุเท่ากันสวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวเพียงตัวเดียวหยัดกายขึ้นจากผืนเตียงนอนสีขาวนอน....  เนตรสีน้ำตาลเป็นประกายทอดมองไปยังคนข้างกาย.. ริมฝีปากค่อยๆคลี่ยิ้มจางๆ..


    “ตื่นได้แล้วสคอลโล่ เช้าแล้วนะ... แดดแรงออกขนาดนี้...”   เอื้อมมือไปสัมผัสปัดป่ายผมยาวยวงบางเส้นที่เข้ามาปรกใบหน้าคมนั้น...

    เนตรสีน้ำทะเลเผยให้เห็น   “แกจะไปแล้วสิ”   เช้าวันใหม่ที่ต้องแยกไปตามหน้าที่

    “ครับ... สคอลโล่ก็อยู่ที่นี่นานแล้ว”   แย้มยิ้มและโน้มกรอบใบหน้าใสเข้ามาเคียงใกล้... แนบรอยสัมผัสจากริมฝีปากแผ่วเบาที่ข้างแก้ม.....

    “รู้แล้วๆ”  เฉกเช่นวงแขนแกร่งที่ยกขึ้นโอบศีรษะอันปกคลุมด้วยไหม้อ่อนนุ่มสัมผัสปอยผมนั้น...   สัมผัสที่แสนอ่อนโยน... ที่แตกต่างจากใครบางคน....

ฉันหลงใหลให้ความโกรธนั่น.... จึงติดตาม....



    “ขอโทษนะ... เพราะว่าไม่อยากมีปัญหา....”   รอยยิ้มเหือดแห้งที่ตัวเขานั้นเข้าใจดี............

ฉันหลงใหลในความอ่อนโยน... จึงต้องการ...... ปกป้อง...



    “รู้แล้วน่า  จะคิดมากทำไมเล่า”   ความรู้สึกตื้นลึกที่ได้รับมาจากการสัมผัสและเคียงใกล้....  ได้รับความรู้สึกที่ต่างออกไปจากเดิม....

สิ่งนั้น.... คือความรัก.....
ที่ไม่ใช่ความภักดี..อย่างนักดาบ....



    เหนือทะเลเลือดที่อาบไปด้วยสีแดงชาดเหม็นกลิ่นคาวคละคลุ้ง...  มองเห็นท้องฟ้าที่อยู่ห่างไกล...   นภาที่แลเห็นเพียงแค่ช่วงเวลากลางคืน  วันหนึ่งกลับมองเห็นเป็นสีขาวนวล...   ค่อยๆกร่อนทำลายโซ่รวนพันธนาการแห่งความภักดีกับท้องฟ้าช่วงกลางคืนออก... แต่......

“แกเป็นดาบของใครกัน”


ฉันคือดาบของกลุ่มนักฆ่าวาเรีย คือดาบของแซนซัส....


“ความภักดีที่แกพล่ามพูด จะได้ซักกี่น้ำ”


ฆ่าฉันด้วยคำพูดง่ายๆแบบนั้น



    “ผมน่ะ รักสคอลโล่นะครับ....”   เช่นเดียวกับคำพูดของนภาสีขาว....  ที่ราวกับเยียวยา ชุบชีวิตเขาขึ้นมาได้ง่ายๆแบบนั้น.....

ราวกับตายและเกิดซ้ำไปซ้ำมาอยู่บนโลกใบนี้...



    “รู้แล้วน่า เจ้าเปี๊ยกเอ๊ย”   ขยี้ปอยผมนั่นปานหยอกล้อกับเด็ก....   แค่คำพูดนั้นก็เพียงพอแล้ว.....


ไม่ว่าจะเกิดสิ่งใดตามมา... ก็จักยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น....
ตัวเขาอยู่ที่ไหน ทำอะไร  ก็คือตัวเขาในแบบเดิม....


อิสระที่ได้มา...  ด้วยการแหกกฎเกณฑ์....



++++++++++++++++++++++++


    ท้องฟ้าสีดำขลับเบื้องบนนั้นล่วงรู้ดีว่าวันใดเมื่อมองลงมายังทะเลเลือดเบื้องล่าง  จะมองไม่เห็นร่างของสัตว์น้ำที่ถูกคุมขังพันธนาการไว้...  เวลาแห่งการล่าเหยื่อของเจ้าสัตว์กระหายโลหิตนั่น..ยาวนานกว่าเดิมถึงเพียงนั้น...  ไม่ใช่ซะหรอก... ก็แค่การสร้างเหตุผล... และคอยมองดูมันว่ายกลับมาในโซ่ตรวนด้วยตัวเอง...

เฉกเช่นการวางคำสาป.....



    “หายไปไหนมาล่ะ ไอ้สวะ”   บรั่นดีสีเข้มรินเทลงภายในแก้วใส   ท่ามกลางความหมองมัวของห้องสีเดิม  บรรยากาศที่อยู่ภายใต้สิ่งที่เรียกว่าความโกรธ ความเกลียดชัง และความแค้น...

    “ก็ไปทำงานที่แกให้มาน่ะสิวะ”   ร่างโปร่งปิดประตูพลางก้าวเดินตรงมาหาชายผู้เป็นนาย  กระดาษเอกสารสีขาวเดิมๆได้วางลงบนโต๊ะนั่น...


    แซนซัสมองเอกสารที่น่าชังเหล่านั้นด้วยสายตาอันแสนเย็นชา  ตัวเขาในยามนี้นั้นช่างเหมือนผู้คุมที่มีนักโทษเอ่ยหลอกลวงปิดบังความลับในเรื่องการพยายามแหกคุกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ...  ผู้คุมคนนั้นไม่ได้โง่.... แต่มิได้ใจดีทำเป็นมองผ่าน.... ก็แค่รอ...


    “มืออาชีพระดับวาเรีย ทำงานช้ากว่าลูกน้องธรรมดาซะ  สวะจริงๆ”   มันจะเอ่ยปากออกมาเอง... หรือจะต้องลงทัณฑ์ให้เปิดปากพูดออกมา... 

สิ่งที่มันหยามคนที่เป็นนายของมัน....



    “แกมักสั่งงานยุ่งยากมานี่หว่าบอส”    น่าขำ... น่าขัน.... และน่าชิงชัง...

สัตว์ร้ายที่เลี้ยงไม่เชื่อง....



    “ที่มันยุ่งยาก เพราะแกไม่ใช่รึไงที่ทำให้มันยุ่งยาก”    เนตรสีเพลิงอันเต็มไปด้วยประกายแห่งความเกลียดชังเพ่งมองมา....   มองทะลุไปถึงตัวตนภายใน...

    “แกจะพูดมันออกมาเอง.... หรือจะให้ฉันเค้นคอแกออกมา”   การกระทำที่พยายามทำให้นายของมันเป็นคนโง่....


แก้วใสร่วงหล่นลงพื้นดั่งเช่นการสิ้นสุดของความอดทน
หยาดหยดเครื่องดื่มมึนเมากระเซ็นเปื้อนและเอ่อนองบนพื้นราบ....
ดั่งเช่น... เรื่องราวที่เอ่อล้นออกไป...ไกล....

“จะให้รายงานแกเรื่องอะไรอีกล่ะ”


ช่างน่ารำคาญนัก......



    “แกคิดว่าตัวฉันโง่ขนาดนั้นเชียว?”   ความรู้สึกที่เกลียดชัง... จากการหักหลังชวนให้บาดแผลที่เหลือเพียงแผลเป็นปาดป้ายตัวเจ็บแปลบ.....

    “คนที่โง่คือแกมากกว่า ไอ้สวะ”   ที่ปิดบังทำตัวอย่างคนโง่แบบนั้น....


    สเพลฮี สคอลโล่ยืนนิ่งงันจนในคำพูด  วันใดวันหนึ่งความลับที่จงใจปกปิดเอาไว้นั้นก็ต้องแดงออกมาในวันใดวันหนึ่ง  ไม่ใช่วันนี้ก็ต้องเป็นพรุ่งนี้...  ทั้งที่เป็นเรื่องที่ควรจะเปิดเผยออกไปตั้งแต่เนิ่นนานมาแล้ว.....


    “ใช่  ฉันมันโง่   เพราะฉันจงรักภักดีในตัวแก”  เนตรสีน้ำทะเลเมียงมองตรงมาอย่างจริงจังไม่หลบหนี...  ไม่จำเป็นต้องร้อนใจ....

    “ไม่ว่าเมื่อไหรก็เหมือนเดิมแบบนั้นล่ะวะ แซนซัส....”    เพราะมันคือเรื่องจริง.... ที่ไม่เคยสั่นคลอนไป....

ดาบของฉันยังคงฟาดฟันเพื่อนภาสีดำอย่างที่เป็น

แต่

เพิ่มสิ่งที่อยากปกป้องด้วยความรู้สึกอื่น... ก็เท่านั้น.....



    “ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหลอกแก”   เพียงเพราะนภาสีขาว....  คือทั้งคน.. ทั้งสิ่งที่คนตรงหน้านี้รังเกียจเดียดฉันท์มากที่สุดบนโลกใบนี้.... 

    เสียงหัวเราะสะอิดสะเอียนในคำแก้ตัวและคำสารภาพบาปอันน่าชังดังก้องไปทั่วห้องกว้าง    “เลี้ยงไม่เชื่องจริงๆ  สเพฮี สคอลโล่”   สัตว์ร้ายมักกลับมาแว้งกัดเจ้านาย...

    “แกศิโรราบให้กับเจ้าสวะปวกเปียกนั่นง่ายๆ   แกมันโง่ซะจริงๆ”   ความรู้สึกที่น่าสะอิดสะเอียดหลอกลวงตา.. นั่นมันไม่มีจริง....

    “โง่ที่ทรยศฉัน”    ก็แค่ความรู้สึกไม่จำเป็น...  ที่หลอกล่อแย่งชิงสิ่งอื่นจากคนอื่นไปก็เท่านั้น....

ฉันเกลียดมันซะจริงๆ



    มือกลซึ่งสวมทับด้วยถุงมือสีดำขลับยกขึ้นเพื่อเมียงมอง  มือที่ไร้ความรู้สึก ไร้อุณหภูมิ  แต่มีคนๆหนึ่งสัมผัสมันอย่างอ่อนโยนทั้งที่มิอาจได้รับความรู้สึกใดกลับไปเลย....  แต่... เขาเคยได้สัมผัสความรู้สึกที่ส่งผ่านสิ่งที่มันไร้ความรู้สึกมาแล้ว.....


    “ฉันไม่ได้ทรยศแก....  ฉันยังจับดาบเพื่อฆ่าคนตามที่แกสั่งเสมอ....”  แต่.....

    “ฉันรักเจ้าเปี๊ยกนั่น  ขอโทษนะแซนซัส”   สัตว์ร้ายตัวนี้.... ไม่ได้ดื้อพยศจะแว้งกัดนายของมัน....  แม้แต่เพียงครั้งเดียว....  ขอให้เชื่อเอาไว้....


ตั้งแต่วันนั้นที่มองเห็นนภาสีดำเป็นครั้งแรก...
เขาได้ยอมจองจำตัวเองเพื่อทำงานและฆ่าคนเพื่อสิ่งนั้นมาตลอดไม่เคยคิดหนี
ยอมกระทั่งตัดมือของตัวเองเพื่อฝึกวิชาดาบ....  เพื่อกวัดแกว่งดาบนั้นเพื่อสิ่งที่ภักดีมาโดยตลอด...

ตอนนี้ตัวเขาอาจจะเหมือนคนทรยศในสายตาของผู้คุมก็เป็นได้
แต่....  เขามิอาจถอยไปได้... มิอาจปล่อยให้มันหลุดลอยไปได้.....
มันคือนิสัยของนักดาบ.....



    มือหยาบกร้านตรงเข้าบีบลำคอของร่างโปร่งเรือนผมสีเงินกระแทกลงกับพื้นด้วยไฟแค้นที่ลุกโชนยากจะลดทอน.... สายตาที่เกรี้ยวกราด ไอ้สังหารที่บ่งบอกจริงจังถึงอารมณ์ที่รุนแรง...  ลูกน้องที่ปากพร่ำบอกว่าภักดี  ล่วงรู้ความลับทุกอย่างที่น่ารังเกียจของตน... แต่มัน...

วันนั้นในวันที่ฉลามแหวกว่ายออกไป... วันนั้นเขาได้พบกับนภาที่น่ารังเกียจ
ปากกระบอกปืนจ่อลงไปหลังศีรษะนั่นอย่างไม่ลังเล... เรียวนิ้วนั้นเตรียมเหนี่ยวไกออกไป
แต่....  ใบหน้าที่น่าชิงชังกลับมองหันมาอย่างเชื่องช้า...  ด้วยสายตาเหมือนเจ้าแก่รุ่นที่เก้านั่น....


“ฉันไม่คิดจะปล่อยสคอลโล่กลับไปหรอก....”


ถ้อยคำที่น่าชิงชัง  สัญญาณที่น่าขยะแขยง


“คนที่จะเลือกไม่ใช่ฉัน.....”


สายตาที่มองมาอย่างมั่นคง..ชวนให้ทำลาย....



    “พูดได้เต็มปากดีนี่ ไอ้สวะ...”  การกระอันแสนเลือดเย็นที่มีต่อผู้ที่เคยเป็นดาบ... คือความโกรธแค้น....

    “คนที่คิดเข้าข้างไอ้สวะน่าชังนั่น   คือคนทรยศ....”   ออกแรงบีบรัดทางเดินของระบบหายใจ... หวังปลิดชีพคนทรยศให้ตายคามือ....น่าเกลียดชัง... น่าเกลียดชัง... น่าเกลียดชัง!!

    “...ซ..แซนซัส!!”   มือกลคว้าจับข้อแกร่งพยายามผลักดึงมือนั่นให้ปล่อยตนให้เป็นอิสระ..   โซ่ตรวนที่พันธนาการร่างของฉลามในทะเลเลือดนั้น...   มิได้คลายตัวลง....

    “ดิ้นรนเข้าไปไอ้สวะ....”   เนตรสีเพลิงทอดมองด้วยความเย็นชา....   ไม่ใส่ใจว่ามันจะไปที่แห่งไหน....  แต่...

    “ไม่ฆ่าแกให้เจ้าสวะนั่นเห็นก็ดีแล้ว”   มิใช่ที่แห่งนั้น....

มันไม่ใช่ความรัก....



    คำสาป?  ท้องทะเลสีชาด....  ฉลามคลั่งดุร้ายอยู่ใต้ผืนฟ้าสีทมิฬด้วยความจงรักภักดี...   ทั้งที่ๆไม่ได้ขอ...  แล้วมันก็คิดจะแหกพันธนาการออกไป....

มันไม่ใช่ความผูกพัน



    เจ้าความสัมพันธ์ที่ยุ่งยากที่ถูกสร้างขึ้น...  ใครเป็นคนสร้าง.... และใครเป็นคนทำลาย....   ใครกันที่มันไว้ผมยาวแสดงถึงความภักดี.......

แต่แกเป็นของฉัน!!!!



    ร่างโปร่งสลัดหลุดจากมือแกร่งที่บีบคอตนด้วยความเกรี้ยวกราด...  เพลิงแค้นนั้นลุกขึ้นมิอาจดับลงได้เขานั้นล่วงรู้ดี... ว่าใครที่ทำให้มันเป็นแบบนั้น.....  สงบปรับห้วงลมหายใจตนให้เป็นปกติ.... ดวงเนตรพันเมียงมองใบหน้าคมป้ายด้วยบาดแผลเป็นด้วยความรู้สึกหลากหลาย...


    “ฉันเป็นดาบของแกเสมอ แซนซัส”   ปณิธานนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง... ไม่มีวันเปลี่ยน  เพราะคือคำสาบานของตัวฉันเอง.....

ชีวิตของฉันอยู่ภายใต้นภายามกลางคืน.....



    “ฉันไม่คิดโกหกแกเรื่องนี้เด็ดขาด”   ไม่เปลี่ยนแปลง....

หัวใจของฉันอยู่ภายใต้นภายามกลางวัน.....



    ในยามนั้นบอสแห่งวาเรียรู้สึกราวกับตนเองได้เผชิญหน้าคนที่เป็นลูกน้องที่ตนรู้จักดีที่สุด และห่างไกลที่สุดในช่วงเวลาเดียวกัน...   เป็นสัตว์ร้ายที่อยู่นอกเหนือพันธนาการ....  เจ้าฉลามตัวนั้น.... 


    “เหอะ.....”    กำลังมีความคิดของตัวเองมากเกินสิ่งที่ตัวมันเคยตั้งใจจะทำ.......

ทิฐิ ความโกรธแค้น  ความริษยา ความต้องการทำลายล้าง...
หล่อรวมกันเป็นโซ่ผูกพันธนาการผู้ติดตามทุกผู้เอาไว้ใต้สีดำทมิฬนั้น....

ความรัก... ที่น่าสะอิดสะเอียน... มีจริงงั้นหรือ....



    ร่างสูงใหญ่ตวัดกายเมียงมองออกไปภายนอกกระจกหน้าต่าง...  แสงแดดอ่อนๆที่ส่องผ่านเข้ามาชวนให้อยากเดินไปปิดม่านกั้นสิ่งที่ทำให้ในความมืดมีแสงสว่างนั่น....   เขาไม่ต้องการ... คนที่ไม่จงรักภักดีอย่างเต็มร้อย....   ไม่ต้องการผู้ที่มีความครึ่งๆกลางๆ...


    “จะไปไหนก็ไป”  

    “หา?”   สคอลโล่ฟังอย่างไม่เชื่อ.... แต่.....

    “สวะชั้นต่ำออกไปซะ”   ไม่ได้ปล่อยไป...  แต่เพียงต้องการมองดูพวกมันล่มสลายไปเอง....

จงอย่าคิดหวนกลับคืนมา.....

ด้วยความรู้สึกครึ่งๆกลางๆ......



    นักดาบหนุ่มผมเงินเมียงมองแผ่นหลังนั่นอย่างประหลาดใจ..    บางครั้งชายหนุ่มก็เข้าใจอะไรได้ยากเพราะปกติเป็นคนที่หยาบกระด้าง  แต่เมื่อเสียงทุ้มนั้นเปล่งไล่อีกครั้ง... ร่างกายจึงค่อยๆขยับหันหลังไป... และก้าวเดิน...  จงอย่าถอยหลังกลับมา....


อย่าหันเดินกลับมา...

อย่ากลับมา    อย่าคิดกลับมา    เจ้าคนที่เลือกความรักอันน่าสะอิดสะเอียน.....

อย่า....  หยามศักดิ์ศรีของฉันให้มากนัก....



    “จะคอยดูแกซมซานกลับมา หึ...”   เนตรสีเพลิงเอ่ยพลางเอื้อมือปิดม่านให้ตกอยู่ในความมืดมนอีกคราหนึ่ง...  กลับมาตายในทะเลสาบสีชาดโลหิต..

“ฉันเป็นดาบของแก”

 

ก็เพียงแค่ร่างกายและหน้าที่...



“แกต้องดีใจที่มีฉันเป็นพวก”


ตัวแกได้ทิ้งจิตใจและหัวใจไว้ที่อื่นแล้ว



    “หึ.....”   โซ่ตรวนเก่าๆผุกร่อนหายไป...   สุดท้ายจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมหรือไม่... ขึ้นอยู่กับตัวมัน...


ฉันไม่คิดจะอวยพรให้ใครมีความสุข
ฉันมีแต่สาปแช่งให้คนพบเจอกับความพินาศ....


แม้กระทั่งแกที่เป็นดั่ง “เพื่อน”  ในอดีต





++++++++++++++++++++++


    ซาวาดะ สึนะโยชินั่งอยู่ท่ามกลางสวนสีเขียวขจี....  ดั่งเช่นท้องฟ้าในยามกลางวันที่กำลังเอื้ออำนวยพรแห่งความสดใส....   ใบหน้าใสที่กำลังมองเอกสารบนโต๊ะใช้ความคิดอย่างหนักครุ่นคิดไปมาครั้งแล้วครั้งเล่า...   ภาพเหตุการณ์มากมายไหลเวียนราวกับกระแสธารในห้วงความคิด.... ช่างสับสน....


    “ฉันคิดถูกรึเปล่านะ... ที่พูดแบบนั้นออกไป....”  มันช่างคล้ายการท้าทาย....  ต่อคนที่เกลียดชังเขามากที่สุด....


ขอโทษนะ....  เจ้าสัตว์ร้ายที่ฉันทำให้ทรมาน......

ฉันมัน...เห็นแก่ตัว.....



    “แย่จริงๆเลยนะเรา....”   รอยยิ้มแห้งเหี่ยว...  ลมหายใจผ่อนออกอย่างเชื่องช้า...  นั่นน่ะ...  คือลูกน้องคนสนิทของแซนซัสเชียวนะ....

แต่ฉัน... ห้ามไม่ได้.....



    เนตรกลมโตเหลือบมองเห็นใครบางคนเดินมาจากที่ไกลๆ  ชุดสูทสีดำขลับแลเห็นแล้วรู้สึกแตกต่างไปจากปกติ... มองเห็นภาพที่เหมือนกับวันแรกที่ได้เจอกันอย่างบังเอิญในวันนั้น....  ทำไมไม่ใส่เครื่องแบบ....   มาส่งเอกสารทั้งสภาพนั้น..เดี๋ยวก็มีปัญหาหรอก...


    “สคอลโล่?  ทำไมวันนี้แต่งตัวเรียบร้อยผิดปกติแบบนั้นล่ะ”   ร่างเล็กหยัดกายขึ้นพิศมองร่างสูงในชุดสูทสีดำขลับรวบรวมยาวยวงผูกไว้เบื้องหลังเรียบร้อย...   ดูแปลกตาจริงๆ...

    “ไม่ได้รึไงวะ!?”  เสียงทุ้มโวยวายลั่น...  เขามองแล้วเลิกสงสัยในทันที....

ทำไมเขาเข้าใจได้โดยไม่ต้องอธิบายกันนะ...
ทำไมเขา...รู้สึกปลอดโปร่งขึ้นมาอย่างกะทันหันกันนะ...
ทำไมเขา... รู้สึกว่ามีบางอย่างที่มีอิสระกว่าเดิม....



    “ฮ่ะๆ เท่ดีออก”   ยามเมื่อเสียงแว่วเลือนหาย.... ยามนั้นมือแกร่งรวบดันท้ายศีรษะปกคลุมด้วยไม้สีน้ำตาลไหม้ถลาเข้ามาใกล้ตัว....  แม้แรงกระแทกเข้ากับอกจะไม่ใช่น้อย... แต่เขากลับไม่ตกใจ...

    “......  ขอบคุณนะ....”   ปรือหลับตาลงเพื่อรับรู้เสียงหัวใจนั่น....

ขอบคุณที่เลือกฉัน......
โดยที่ไม่ทิ้งเส้นทางของตัวเอง....ให้เขาต้องรู้สึกผิดมากไปกว่านี้...



    “เรื่องอะไรวะ ไม่เห็นจะรู้เรื่อง....”


ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำปกปิดอะไรอีกต่อไป....
ไม่จำเป็นต้องแสร้งทำยิ้มแย้มแม้ใจจะรวดร้าว.....


“ก็ตามนั้นล่ะ”


เราทั้งสองเข้าใจอย่างดี



    อ้อมกอดคลายลง... พร้อมกับสองเนตรเมียงมองกันก่อนจะหัวเราะออกมาอย่างสดใส....   ทั้งที่พวกเราควรจะรู้สึกผิด....  นักดาบหนุ่มลูบศีรษะของร่างเล็กกว่าอย่างเงียบงัน...  ปล่อยให้บอสของวองโกเล่มองอย่างสงสัยกำท่าทีแบบนั้น....

ขอบใจ... ที่พาสีขาว...เข้ามาให้.....



    ทะเลสีชาดนั้น...  เป็นสีแดงอย่างที่มันเคยเป็น....   สัตว์ร้ายตัวนั้นแหวกว่ายอยู่ในเส้นทางเดิมๆ.... แต่ที่ต่างคือมันสามารถแหวกว่ายออกนอกเส้นทางไปได้อย่างอิสระ....  ไปสู่ช่วงเวลากลางวันที่แสนอบอุ่น.....


    “ไหนๆก็ไหนๆ   นี่เอกสารไปส่งให้แซนซัสนะ”  มือเล็กยื่นเอกสารสีขาวให้แก่นักดาบเรือนผมเงิน.....

    “อะไรล่ะนั่น?”   มือแกร่งรับมาอ่างสงสัย....

    “สารท้าดวลน่ะ  อย่างเป็นทางการ”    หวังว่าตัวฉัน....  จะสามารถเผชิญหน้ากับนภาสีดำ... เพื่อคลายความชิงชังนั่นไปได้เสียที....


..........................

เสียงสัญญาณ...... ดังก้องอยู่ในอากาศ..............

.....................
โซ่ตรวนผุพังอยู่ใต้ธารน้ำเหม็นกลิ่นคาวโลหิต......

 

ไม่มีใครล่วงรู้หรอกว่า
..............




มันจะจบลงอย่างไร

...............




----------------------------------------------------------------------------

Free Talk :  พิเศษวันเกิดเดียร์... OTL   พยามยามจะให้มันหวาน แต่ต้องรวบเนื้อหาที่โอเคหน่อย  ทำไมมันเหมือนบทสรุปของ Pieta แบบฉบับย่อส่วนชอบกลนะนี่ =A="  แต่อันนั้นดอกเค็มไปแล้วก็เลยช่างมันเถอะ =A="   ไม่รู้ถูกใจมั้ยเพราะว่าไม่ได้เขียนแบบนี้นานแล้ว  แล้วแซนเราก็เขียนไม่เก่ง T[]T  ร่ำไห้เป็นสายธารา...

 ขอโทษแฟนๆ XSด้วย แต่ความร้าวรานมันจำเป็น TT[]TT  โอ๊ยย~~~  ตรวจอักษรก่อน!!

[AyaFee]★[Byanism] View my profile

Created with flickr badge.